แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอนโด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอนโด แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เจาะลึก 8 กลยุทธ์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ฮ็อตฮิตของโลก

กลยุทธ์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ฮ็อตฮิตของโลก

คนส่วนใหญ่เมื่อคิดจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์กัน มักจะเข้าใจว่ากลยุทธ์การลงทุน จะมีเพียงแค่ซื้อมาแล้วขายไป หรือไม่เช่นนั้น ก็ซื้อเพื่อนำมาให้ลูกค้าเช่าเพียงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลยุทธ์การลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกใช้กันอยู่นั้น กลับมีอยู่มากมาย หลากหลายวิธี กว่าที่รับรู้กันมาก ซึ่งเฉพาะในแบบที่สามารถประยุกต์ใช้ในบ้านเราได้นั้น ก็มีอยู่ถึง 8 กลยุทธ์ด้วยกัน ซึ่งกลยุทธ์แต่ละแบบ มีแนวคิด วิธีการจะเป็นอยางไร และเหมาะจะนำมาใช้เมื่อไหร่ ตอนไหน และในโอกาสนี้ ขอนำมาเจาะลึก ให้ผู้อ่านนั้นสามารถได้มองเห็นอย่างทะลุปุโปร่ง ดังนี้

            1. ซื้อและถือไว้ (Buy and Hold) เป็นกลยุทธ์ของลงทุนเก่าแก่ที่นิยมทำกันมานาน เพื่อเก็บเกี่ยวในผลประโยชน์จากการปรับเพิ่มมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการซื้อที่ดินเปล่าและถือเก็บเอาไว้รอเวลา กฎกำปั้นทุบดินของเหล่าบรรดาเซียนอสังหาฯ เรียกกันแบบนี้ว่า “กฎ 77” นั่นคือให้ซื้อที่ดินอย่างน้อย 7 แปลง และถือครองไว้ 7 ปีขึ้นไป แต่ก็มีกูรูบางคนได้แนะนำให้ซื้อที่ดินถึง 10 แปลงก็มี
           หลักการคิดของกลยุทธ์แบบนี้ คือจะไม่เน้นขายอสังหาริมทรัพย์ทำกำไร เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการขาย(Capital Gain Tax) แต่ที่จะเน้นเก็บเกี่ยวในผลประโยชน์จากการเพิ่มค่าของความเป็นเจ้าของ (Equity Build-up) ไว้ใช้ในยามที่เราแก่เฒ่า หรือในช่วงที่ต้องออกจากที่ทำงาน หรือบางคนก็อาจตั้งใจที่จะเก็บตกทอดเป็นมรดกไว้ให้ลูกหลาน
            ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของกลยุทธ์ซื้อและถือไว้นี้ คือ อยู่ตรงที่ธนาคารมักจะไม่ปล่อยให้กู้ เวลาจะลงทุนจึงต้องใช้เงินสดของตัวเองเป็นหลัก ทั้งนี้แล้วกุญแจของความสำเร็จในกลยุทธ์แบบนี้ ก็คือจะต้องพยายามทำกำไรให้ได้ตั้งแต่ตอนที่คุณซื้อมาเลย โดยหาทางซื้อให้ได้ในราคาต่ำกว่าตลาดตั้งแต่เริ่มแรก ส่วนการเพิ่มค่าที่จะเกิดขึ้นตามมานั้น ให้ถือเป็นส่วนโบนัสที่พึงจะได้รับจากการถือครอง

            2. ซื้อเพื่อนำมาปล่อยเช่า(Buy to Rent) ถือเป็นรูปแบบของการลงทุนที่คนนิยมทำกันมากสุดในปัจจุบัน ทั้งนี้ขณะที่กลยุทธ์การซื้อและถือไว้ เหมาะที่ใช้กับอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดินเปล่า  แต่กลยุทธ์แบบซื้อมาปล่อยเช่านี้ จะเหมาะสมที่นำมาใช้กับบ้านและคอนโด เป็นสำคัญ
             สาเหตุสำคัญ ก็เพราะที่อยู่อาศัยคือปัจจัยสี่ที่จำเป็นสำหรับทุกคน การปล่อยเช่านั้นจะทำได้ง่าย และได้ค่าเช่าสูง จึงสามารถสร้างกระแสรายได้(Cash Flows) ในรูปผลตอบแทนค่าเช่าแต่ละปี (Rental Yield) ได้อย่างน่าพอใจเลยทีเดียว

            3. ซื้อมาขายไป (Trading) หรือภาษาลงทุนนิยมเรียกกันว่า “ฟลิป(Flip)” เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในช่วงตลาดของอสังหาริมทรัพย์ขาขึ้น (Rising Real Estate Market) เป็นอย่างยิ่ง วิธีการก็คือเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง จากนั้นก็ให้รีบขายต่อให้ผู้อื่นเพื่อทำกำไรในที่สุด
           กลยุทธ์แบบนี้ มักจะนิยมทำกันอย่างมาก กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดขายใหม่ ที่ยังไม่ได้สร้าง โดยเฉพาะโครงการในประเภทของคอนโดมิเนียม เนื่องจากใช้เงินลงทุนไม่มาก แถมตอนขายทำกำไร ยังไม่ต้องเสียค่าโอนและภาษีอีกด้วย
           แต่ถ้าหากนำไปประยุกต์ใช้กับอสังหาฯ ที่สร้างเสร็จแล้วเมื่อไหร่ จะมีข้อจำกัดเกิดขึ้น นั่นคือจะมีค่าใช้จ่ายในของเรื่องภาษีและค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการถือครองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะส่งผลให้กำไรที่พึงได้ ถูกลิดรอนลง
           เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่ง ที่จะช่วยให้ขายง่ายและได้ราคาดีขึ้น นั่นก็คือก่อนจะขาย ให้นำเอาอสังหาฯ มาซ่อม ปรับปรุง ปะหน้าทาแป้งเล็กๆ น้อยๆ ให้ดูดีเสียก่อน เช่นตัดหญ้า ทำความสะอาดพื้น จัดสวน หรือทาสี ฯลฯ โดยเน้นทำในสิ่งเล็กๆ น้อยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก แต่สามารถอัพเกรดตัวอสังหาริมทรัพย์ให้ดูดีมากๆ ได้
           แม้ปัจจุบันกลยุทธ์ฟลิปแบบนี้ จะทำกันน้อยกว่ากลยุทธ์ซื้อมาปล่อยเช่าก็ตาม แต่ก็มีแนวโน้มที่จะทวีบทบาทน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง โดยล่าสุดจากการสำรวจกลยุทธ์ลงทุนบ้านในประเทศสหรัฐฯ ในปี 2557 พบว่ากลยุทธ์ฟลิป ขยายตัวในอัตราสูงมากขึ้น

               4. ชุบชีวิตของอสังหาริมทรัพย์ขึ้นใหม่อีกครั้ง(Rejuvenations) กลยุทธ์แบบนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมาประยุกต์ใช้งานกับอสังหาริมทรัพย์เก่า ซึ่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ทำเลดีๆ โดยจะมีข้อจำกัดคล้ายกับการซื้อมาขายไปบ้านเก่า คือจะมีภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการถือครองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
              กุญแจของความสำเร็จของกลยุทธ์แบบนี้ ปกติจะขึ้นอยู่กับการชุบชีวิตบ้านให้กลับมาดูดีและสดใสใหม่ ซึ่งต้องทำให้ได้ในระยะเวลาสั้นสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ปกติในประเทศสหรัฐฯ จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 6 สัปดาห์
               โดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่จะต้องทำกับบ้านที่ซื้อมา จะมากว่าการซ่อมแซม หรือปะหน้าทาแป้ง แต่จะครอบคลุมไปถึงการปฏิสังขรณ์ (Renovate) ด้วย ทั้งนี้ส่วนของบ้านที่นิยมมากแบบว่ายกเครื่องใหม่กัน ก็คือส่วนของห้องครัวและห้องน้ำ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญสุดที่คนใช้พิจารณาซื้อบ้านกัน โดยส่วนใหญ่แล้วจะเน้นเปลี่ยนเครื่องใช้ในครัว และสุขภัณฑ์ใหม่ กันเป็นหลัก แต่จะต้องระวังไม่ให้ก้าวล้ำไปเปลี่ยนแปลงในส่วนของโครงสร้างตัวบ้าน หรือส่วนอื่นๆ เพราะจะกระทบถึงต้นทุนและกำไรได้

               5. รีไฟแนนซ์ (Refinance) คนส่วนใหญ่มักจะคิดกันว่าเป็นแค่เพียงกลยุทธ์ระดมทุนเท่านั้น แต่ในแวดวงของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ จัดเป็นกลยุทธ์ในการลงทุนรูปแบบหนึ่ง เพราะทำแล้วสามารถเพิ่มกระแสเงินสดไหลเข้า (Cash Inflows) ได้ ทั้งในรูปของรายจ่ายดอกเบี้ยที่น้อยลง และยังสามารถระดมเงินสดเข้ามาได้ด้วย
                จริงๆ แล้ว กลยุทธ์รีไฟแนนซ์ สามารถทำได้ในหลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการที่จะใช้เป็นสำคัญ สำหรับรูปแบบพื้นฐานที่นิยมทำกันมากสุด ก็คือการกู้หนี้ใหม่ดอกต่ำ เพื่อไปโป๊ะใช้หนี้เดิมที่มีดอกสูงกว่า ซึ่งจะส่งผลให้ประหยัดรายจ่ายดอกเบี้ยลงได้ในทันที
                รีไฟแนนซ์ ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในอนาคตได้ด้วย ทั้งนี้หากพบว่าอัตราดอกเบี้ยในอนาคตกำลังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น สิ่งที่ควรทำก็คือจะต้องรีบรีไฟแนนซ์ของเงินกู้ดอกเบี้ยลอยตัว(Floating Rate) ให้ไปเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่(Fixed Rate) แทน ซึ่งจะช่วยปกป้องผู้กู้จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยได้เป็นอย่างดี
                แต่ในทางกลับกันหากพบว่าทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต กำลังมีแนวโน้มที่จะลดต่ำลง สิ่งที่ควรพึงกระทำก็คือต้องรีไฟแนนซ์เงินกู้จากดอกเบี้ยคงที่ มาเป็นแบบดอกเบี้ยลอยตัวแทน ซึ่งจะส่งผลทำให้ผู้กู้ได้รับประโยชน์ หากดอกเบี้ยเกิดลดลงขึ้นมา
                ในต่างประเทศ รีไฟแนนซ์ นั้น ยังสามารถใช้เป็นกลยุทธ์ในการระดมทุนเป็นเงินสดได้อีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีการกู้ยืมผ่านมาหลายๆ ปีแล้ว จะส่งผลให้สามารถกู้ยืมสินเชื่อที่มีวงเงินสินเชื่อสูงขึ้นได้

                6. ลงทุนกับสัญญาออปชั่น(Option) โดยแนวคิดการลงทุนของกลยุทธ์แบบนี้ ก็คือวางเงินเข้าไปซื้อ “ลีส ออปชั่น(Lease Option)” หรือ “สัญญาการเช่าบ้านที่ผูกสิทธิในการซื้อบ้านไว้” ซึ่งจะเป็นผลทำให้ได้สิทธิในการครอบครอง พร้อมสิทธิในการซื้อบ้านตามราคาและระยะเวลาที่ได้กำหนด ซึ่งเงินค่าออปชั่นนี้ จะถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าซื้อบ้านในอนาคตด้วย
                 และเมื่อเข้าถือสิทธิออปชั่นได้แล้ว ก่อนที่สัญญาจะครบกำหนดนั้น จะต้องไปโอนซื้อกันจริงๆ ซึ่งผู้ลงทุนก็จะนำไปขายทำกำไรต่อ ให้กับผู้ซื้อรายอื่นต่อไป

                7. สนับสนุนการเงินในระยะเริ่มต้นให้ผู้ซื้อแทนธนาคาร (Wraps) โดยแนวคิดของกลยุทธ์ ก็คือ เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับผู้ซื้อที่มีปัญหาในเรื่องของเครดิต หรือขาดคุณสมบัติ ที่ไม่สามารถกู้ซื้อบ้านได้ โดยผู้ขายเข้ามาทำหน้าที่แทนแบงค์ในระยะเริ่มแรก ในลักษณะให้เช่าซื้อ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าธนาคารเล็กน้อย และหลังจากผ่อนไประยะหนึ่งแล้ว อาจเป็น 3 ปี หรือ 5 ปี ก็ค่อยให้ผู้ซื้อทำเรื่องขอกู้ซื้อจากธนาคารโดยตรง
               กลยุทธ์แบบนี้อาจไม่ค่อยเห็นทำกันในบ้านเรา ซึ่งผู้สันทัดกรณีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะกลยุทธ์แบบนี้ ทำแล้วจะมีความเสี่ยงค่อนข้างจะสูง เนื่องจากในเมืองไทยของเรานั้น ระยะเวลา 3 ปี และ 5 ปี อาจไม่มีการันตีใดๆ ได้เลยว่าผู้ซื้อบ้านนั้นจะสามารถกู้ยืมธนาคารได้ เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้กู้ด้วย

                8. ยึดทรัพย์สินขายทอดตลาด (Foreclosures) ระบบนี้ นิยมทำกันมากในประเทศสหรัฐฯ นั่นคือเจ้าของบ้านที่มีปัญหาและไม่อาจสามารถผ่อนชำระคืนได้อีกต่อไป ธนาคารก็จะนำมาขายทอดตลาดเพื่อให้หักกลบลบหนี้ ซึ่งการขายทอดตลาดแบบนี้ได้รับความนิยมมากในหมู่นักล่ากำไร(Bargain Hunters) เพราะมีโอกาสที่จะพบเจอทรัพย์สินดีๆ ในราคาต่ำกว่าตลาดได้
              แต่ในบางประเทศ เจ้าของอสังหาฯ ที่มีปัญหา อาจเป็นผู้ดำเนินการขายทอดสู่ตลาดเอง โดยโฆษณาตรงไปยังผู้ซื้อหรือนักลงทุนต่างๆในหน้าหนังสือพิมพ์ ในลักษณะ “ต้องรีบขาย” หรือ “จำเป็นต้องขาย” ผ่านวิธีการประมูล เพื่อให้ขายได้ราคาดีที่สุด
              ในเมืองไทยเรา บ้านที่ขายทอดตลาด ซึ่งดำเนินการผ่านกรมบังคับคดี มักไม่ค่อยพบเจอบ้านดี ราคาถูกสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ซื้อมาแล้วมักมีปัญหา เช่นบ้านทรุดโทรมมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือเจ้าของเดิมไม่ยอมย้ายออก ส่วนบ้านดีๆ ทำเลน่าสนใจ มักถูกชิงซื้อไปก่อนที่จะขายทอดตลาดแล้ว
              กลยุทธ์แบบนี้ในบ้านเรา ที่ทำกันแล้ว ดูจะได้ผลดีมากที่สุด ก็คือการขายอสังหาริมทรัพย์ที่หลุดขายฝาก ให้กับผู้สนใจในราคาต่ำกว่าตลาด เพื่อทำกำไร

ที่มา home.co.th
คอนโดโครงการใหม่ << ติดตามได้ที่นี่

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ไอเดียจัดสวนสวยที่บ้าน และคอนโดที่ใช่ในสไตล์คุณ

ไอเดียจัดสวนสวยที่บ้าน และคอนโดที่ใช่ในสไตล์คุณ

        สวนสวยๆที่ใครก็อยากมี แต่ทว่ากว่าจะได้สวนสวยมานั้น จะต้องรู้จักแต่ละสไตล์ของการจัดสวนซะก่อน ว่าแต่ละคนนั้ชอบสวนสไตล์ไหน และการจัดสวนสวยๆแบบไหนเข้ากับเราที่สุด ตามมาจ้า

        แบบบ้านพักที่อาศัยในปัจจุบันมีหลายลักษณะทั้งแบบบ้านเดี่ยว แบบบ้านทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถวหรือแม้กระทั่งคอนโดมิเนียม ดังนั้นการจัดสวนในที่พักอาศัยจึงมีหลายลักษณะตามความเหมาะสมของพื้นที่ ซึ่งเราสามารถดัดแปลงสวนในสไตล์ต่างๆตามความชอบ มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับพื้นที่บ้าน และคอนโดใหม่ของเราได้ วันนี้เราได้คัดสไตล์การตกแต่งสวนที่เป็นที่นิยมมาฝากเพื่อนๆที่กำลังมองหาไอเดียอยู่ค่ะ

        การจัดสวนญี่ปุ่น มีพัฒนาการมาจากการจัดสวนถาด (Tray Garden) ซึ่งเป็นศิลปะของญี่ปุ่นแขนงหนึ่ง สวนแบบญี่ปุ่นจะไม่ตกแต่งต้นไม้ให้เยอะจนแน่น แต่จะใช้ลักษณะของการเชื่อมสเปซด้วยที่ว่าง องค์ประกอบน้อย มีการเว้นจังหวะตามหลักการคิดแบบเซน ซึ่งเดิมทีจัดสวนเพื่อให้เอื้อต่อการทำสมาธิ แบบสวนญี่ปุ่นเป็นสวนที่สร้างขึ้นเพื่อจำลองความสวยงดงามของฉากทิวทัศน์ตามธรรมชาติมาจัดวางอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นเราจะเห็นองค์ประกอบของธรรมชาติครบในการแต่งสวนประเภทนี้ ทั้งต้นไม้ น้ำ หิน กรวด  

        Copying Nature เนื่องจากเป็นแบบสวนที่ได้จำลองมาจากทิวทัศน์ธรรมชาติ จึงควรจะมีองค์ประกอบของต้นไม้ โขดหิน น้ำ ครบทุกอย่าง การปลูกต้นไม้ มักจะไม่ปลูกต้นไม้สูงใกล้บ้าน เพราะต้นไม้จะบดบังความงดงามของสวนเมื่อมองจากบ้าน  พรรณไม้ที่นำมาใช้ปลูก ควรเป็นพันธุ์ที่โตไม่เร็วมาก เพราะสวนญี่ปุ่นนั้นจะค่อนข้างนิ่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น ไผ่ บอนไซ ไม้ดัด  ชาข่อย สนแคระหรือต้นสนพันธุ์เตี้ย  สนเลื้อย เข็มญี่ปุ่น เฟิน มอส เป็นต้น นอกจากนี้ การวางก้อนหินไว้ในที่โดดๆหรือกำแพงหิน จะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศได้ดีมาก ควรเป็นหินที่ดูเป็นธรรมชาติ ไร้การปรับแต่ง ส่วนสำหรับบ้านที่มีบริเวณน้อย การเอาแหล่งน้ำมาอยู่ในการจัดสวนอาจปรับเป็นบ่อน้ำเล็กๆ นอกจากนี้องค์ประกอบอื่นๆเช่น รั้ว ที่นั่งเล่น ควรเป็นวัสดุที่ดูธรรมชาติ เพื่อให้กลมกลืนกันไปทั้งหมดค่ะ

        การจัดสวนแบบ บาหลี เป็นแบบสวนในโซนเขตร้อนที่ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากสภาพอากาศซึ่งใกล้เคียงกับประเทศไทย แบบสวนบาหลีนั้น จะสะท้อนถึงความเชื่อและวัฒนธรรมในท้องถิ่น สิ่งที่โดดเด่นในสวนประเภทนี้ ก็คือการตั้งประติมากรรมต่างๆ เช่น เทวรูป สิงห์ ฯลฯ หินที่สลักจากหินภูเขาไฟ ซึ่งมีรูพรุนพอที่พืชอย่างมอสหรือเฟิร์นจะขึ้นคลุมผิวได้ ลักษณะของการแต่งสวนจะร่มครึ้มด้วยพรรณไม้ของไม้ชนิดต่างๆ โดยที่นิยมใช้คือ ลั่นทม ชบา กล้วยประดับ เฮลิโคเนีย พลับพลึง โกสน เฟินชนิดต่างๆ เป็นต้น

        Bali  A Sacred Garden ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของการจัดสวนบาหลี คือ การใช้สระน้ำ คูน้ำ หรือแหล่งน้ำให้เป็นเครื่องสะท้อนภาพต่างๆ ที่ปรากฏในสวน ทำให้สวนนั้นดูศักดิสิทธิ์มากขึ้น ตามคติของศาสนาฮินดู บ่อน้ำจะนิยมทำเป็นบ่อรูปทรงสี่เหลี่ยม ค่อนข้างตื้น และปลูกไม้น้ำ ในบ้านที่มีพื้นที่เล็กๆอาจใช้บ่อน้ำเล็กๆหรืออาจทำเป็นหัวสิงห์พ่นน้ำก็ได้ การแบ่งบริเวณในการจัดสวนมักจะใช้กำแพงก่ออิฐเตี้ยๆ นอกจากนี้ แสงสว่างที่ส่องเน้นในบริเวณสวนในยามค่ำคืนยังช่วยส่งเสริมให้แบบสวนบาหลีนั้น มีบรรยากาศที่ดูมีมนต์ขลังมากขึ้นอีกด้วย

        แบบสวนโมเดิร์น มีที่มาจากการลอกเลียนแบบของธรรมชาติ เช่นเดียวกับสวนแบบอื่นๆ แต่ไม่จำกัดเฉพาะบ่อน้ำ น้ำตก หรือภูเขา แต่รวมถึงตัวอาคารและตึกรามบ้านช่อง และสภาพแวดล้อมใกล้ตัว สวนแบบโมเดิร์นมักจะตัดทอนรายละเอียดของธรรมชาติ เน้นการใช้แนวเส้นและรูปทรงของเรขาคณิต ที่เรียบง่ายในการออกแบบ หากเปรียบเทียบการจัดสวนแบบนี้เหมือนภาพวาด แบบสวนโมเดิร์นจะเหมือนภาพวาดแอ๊บสแตร็คท์ (abstract) ที่สื่อความหมายเป็นนามธรรม คือมีสัญลักษณ์มากมายให้ตีความหรือจินตนาการจากภาพที่เห็น
        Modern Garden For Modern Living…เป็นแบบสวนที่ โดยใช้วัสดุตกแต่งที่ดูทันสมัยเข้ามาประกอบ เช่น รูปประติมากรรมต่างๆ การออกแบบอาจสื่อความหมายถึงบางสิ่ง ไม่นิยมใช้พรรณไม้ปริมาณมากๆ แต่เลือกใช้เฉพาะต้นที่มีรูปทรงที่โดดเด่น ด้วยความที่สวนประเภทนี้มีการลดทอนมาก จึงมีข้อดีในเรื่องการดูแลที่ง่ายและเหมาะกับพื้นที่แคบ เพราะจะทำให้สวนโปร่งโล่ง ไม่รกทึบ ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้ดี แต่ขณะเดียวกันสวนลักษณะนี้ก็ไม่เหมาะกับสภาพพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดจัด เพราะจะทำให้ผู้ที่อยู่ในสวนรู้สึกไม่สบายตัว เนื่องจากร่มเงาของต้นไม้น้อยจึงไม่ค่อยร่มรื่น

        แบบสวนประดิษฐ์ หรือเรียกว่าแบบสวนฟอร์มัล (Formal Garden) การตกแต่งสวนประเภทนี้เน้นเรื่องความสมดุลซ้าย ขวา กึ่งกลางจะเป็นจุดเด่นที่นิยมวางรูปปั้นหรือน้ำพุ โดยมีฉากหลังจะเป็นตัวอาคารที่ดูโอ่อ่า เราจึงจะเห็นสวนฟอร์มัลกันมากในงานประเภทพระราชวัง ปราสาทหรือสถานที่ราชการซึ่งมีพื้นที่เยอะ ไม่นิยมเล่นระดับสูงต่ำ ใช้การแบ่งบริเวณต่างๆในสวนด้วยทางเดินที่มักจะเป็นเส้นตรงหรือเส้นโค้งที่เกิดจากวงกลม รูปทรงของต้นไม้ในสวน มักเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ยึดตามการออกแบบในแปลน พรรณไม้หลักที่ใช้จึงต้องเป็นทรงพุ่มแน่น เช่น เทียนทอง ชาดัด ข่อยดัดและเฟื่องฟ้า ซึ่งต้องได้รับการตัดแต่งอย่างดี ทำให้สวนประเภทนี้จะต้องได้รับการดูแลให้เรียบร้อยอยู่เสมอ

        Make Formal Becomes Personal หลายๆคนมักอาจจะชอบสไตล์นี้ แต่ไม่รู้ว่าจะดัดแปลงมาใช้กับบ้านและคอนโดของคุณยังไงใช่มั้ยคะ ในพื้นที่เล็กๆ เราก็คงไม่สามารถจัดสวนแบบสมดุลซ้าย ขวาและดูโอ่อ่าได้ เราจึงอาจหยิบยืมสไตล์ในการตัดแต่งต้นไม้เป็นพุ่มเรขาคณิต หรือการใช้รูปปั้น ไปจนถึงน้ำพุมาตกแต่งเป็นจุดเด่นในสวนได้เหมือนกัน อาจมีบริเวณที่นั่งเล่น ทำระแนงไม้บังแดดแล้วให้ต้นไม้เลื้อยไปตามระแนง ก็ลดความแข็งของรูปทรงในสวนฟอร์มัลได้  
ถึงแม้ว่าการจัดสวนจะมีสไตล์ต่างๆกันดังกล่าวข้างต้น ทั้งยังมีสวนประเภทอื่นๆนอกเหนือจากนี้ที่คุณสนใจ แต่เราสามารถผสมผสานความชอบลงไปในสวนของคุณได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นสวนที่มีสไตล์เด่นชัดเพียงสไตล์เดียว อย่างไรก็ดีการผสมผสานการตกแต่งสวนดังกล่าวก็ต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญด้วยเช่นกัน คุณอาจขอคำแนะนำจากแลนด์สเคป ดีไซเนอร์หรือแม้กระทั่งคนสวนของคุณเอง เมื่อได้สวนสวยสมใจแล้ว สิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้ที่จะลืมไม่ได้ก็คือการดูแลค่ะ สวนก็มีชีวิตนะคะ ถ้าไม่ดูแลมันก็สามารถเหี่ยวเฉาโรยราได้ หมั่นรดน้ำใส่ปุ๋ย ตัดแต่งต้นไม้ สวนของคุณก็จะได้อยู่กับคุณไปอีกนานเท่านานค่ะ

ที่มา : forfur

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เสนอเคล็ดลับ ซื้อคอนโดปล่อยให้ต่างชาติเช่าอาศัย

เสนอเคล็ดลับ ซื้อคอนโดปล่อยเช่าต่างชาติ “อเมริกัน ยุโรป เอเชีย”

         ผลสำรวจของตลาดคอนโดในฝันของชาวต่างชาติล่าสุดโดย พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ชี้แจงไม่ใช่แค่ทำเลที่ตั้งของโครงการ เท่านั้นที่ต่างชาติให้ความสำคัญ การออกแบบดีไซน์ที่ตอบโจทย์ในทางวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่แตกต่างและ ความน่าเชื่อถือของบริษัทที่เป็นตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ก็สำคัญไม่แพ้กัน
         นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานด้านการบริหารสินทรัพย์ ของบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้เปิดเผยว่า ในปัจจุบันตลาดการซื้อ-ขายและเช่าอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยในส่วนของกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ  ได้เริ่มมีการพัฒนาที่สูงขึ้นกว่าในอดีต โดยจากผลสำรวจในกลุ่มของผู้เช่าในแถบประเทศ กลุ่มเอเชีย กลุ่มยุโรป และกลุ่มอเมริกา ล่าสุดพบว่า ในการดำเนินชีวิตของชาวต่างชาติที่มีการเข้ามาประกอบธุรกรรมต่างๆ ในประเทศไทย จะมีต้องการความละเอียดอ่อนในการดำเนินชีวิตให้มากขึ้นกว่าอดีต ดังจะเห็นได้จากการสร้างในชุมชนเพื่อความเป็น กลุ่มก้อนในการอยู่อาศัยให้มากยิ่งขึ้น อันเป็นสัญญาณที่ดีที่จะเชื่อได้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังจะเติบโตอย่างเป็นแบบแผน

         สามารถแบ่งออกเป็นตลาดผู้เช่า “กลุ่มยุโรป-อเมริกัน” พบว่า พฤติกรรมยังเลือกโซนพื้นที่ ราชดำริ เพลินจิต และแนวรถไฟฟ้าย่านสุขุมวิทตอนต้น ส่วนใหญ่และจะเลือกเช่าคอนโด ตามแนวรถไฟฟ้าสถานีสุขุมวิทเป็นหลัก แต่จะกระจายออกไปยังย่านราชดำริ เพลินจิต หลังสวน สุขุมวิทตอนต้น และมีแนวโน้มที่จะกระจายตัวไปยังย่านสุขุมวิทตอนปลาย อยู่กันแบบกระจายตัวไม่เป็นชุมชนเหมือนชาวเอเชีย และผู้เช่านั้นยังมองเรื่องทำเลที่ตั้งและราคาเป็นปัจจัยหลัก

         ในขณะที่ตลาดผู้เช่า “ชาวญี่ปุ่น” เลือกที่จะอาศัยอยู่ในย่านสุขุมวิทตอนกลางระหว่างเขตพื้นที่ อโศกถึงเอกมัย โดยคอนโดในแถวย่านสุขุมวิท 24, 31, 39, 49, 55 (ซอยทองหล่อ) ยังได้รับความนิยมอย่างมากเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาก็คือทำเลโซนแถบ สุขุมวิท 23, 26, 53, 60 และซอยเอกมัย เหตุผลสำคัญอันเนื่องมาจาก ผู้เช่าชาวญี่ปุ่น มักจะอาศัยอยู่รวมกันแบบชุมชนเพราะรู้สึกอุ่นใจในเรื่อง ความปลอดภัย และในย่านดังกล่าวยังสามารถตอบโจทย์กลุ่มแม่บ้านของชาวญี่ปุ่นด้วยแหล่งช็อปปิ้งชั้นนำ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร โรงพยาบาล และสถานที่สำคัญสะดวกสบายเรื่องระบบการคมนาคมอันทันสมัย

         ตลาดผู้เช่าของ “ชาวเกาหลี” จะนิยมอาศัยอยู่ในบริเวณย่านพระราม 3 หรือถนนรัชดาภิเษก และมักจะเลือกเช่าพื้นที่ที่พักอาศัยในทำเลที่มี คนชาติเดียวกันเช่าอยู่เดิม เพื่อสร้างความเป็นชุมชนและเพื่อให้เกิดความอบอุ่นใจ ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ราคาหรืออัตราค่าเช่าห้องถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากในการพิจารณาเช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ถือเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะต้องการลงทุน เพื่อให้เข้าใจและใช้เป็นแนวทางในการเดินตกแต่งและการเลือกใช้บริษัทตัวแทนที่มีฐานข้อมูล ผู้เช่าหรือผู้ซื้อที่ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัวที่สุด

         ประเด็นปัจจัยของการเลือกซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่าแก่ชาวต่างชาติที่นายอนุกูลกล่าวว่า กลุ่มผู้เช่าชาวยุโรปและอเมริกันในระดับผู้บริหารยังนิยมห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ขนาด 150 ตารางเมตรขึ้นไปแต่สำหรับคอนโดแบบ 2 ห้องนอนและขนาด 250 ตารางเมตรขึ้นไปสำหรับคอนโดแบบ 3 ห้องนอน ในขณะที่กลุ่มผู้เช่าที่มาคนเดียวมักจะมองหาห้องที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 60 ตารางเมตร แต่หากเป็นกลุ่มครอบครัวมักนิยมเช่าห้องชุดขนาดพื้นที่ 120 ตารางเมตร

         ส่วนกลุ่มผู้เช่าชาวญี่ปุ่น ไม่นิยมห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่มาก กรณีที่อยู่อาศัยเพียงคนเดียว ห้องพักพื้นที่ 40-50 ตารางเมตรก็เพียงพอแล้วกับความต้องการ แต่ในกรณีที่พักอาศัยเป็นแบบครอบครัวหรือกลุ่มที่มีงบประมาณ ในการเช่าสูงมักจะเลือกเช่าห้องชุดที่มีขนาด 2 ห้องนอนเป็นหลัก

         ส่วนปัจจัยอื่นๆ พบว่า กลุ่มผู้เช่าของชาวยุโรปและอเมริกันมักจะต้องการห้องชุดที่โปร่งโล่ง เรียบง่าย เพื่อตนเองสามารถนำของตกแต่งที่ชอบเข้ามาจัดวางได้ ตามความพอใจ ในขณะที่กลุ่มผู้เช้าชาวเอเชียมักนิยมเช่าห้องชุดในลักษณะที่ตกแต่งครบและพร้อมเข้าอยู่เป็นหลัก โดยสไตล์ที่นิยมคือ โอเรียลทอล ที่นำไม้เข้ามาเป็นองค์ประกอบและตกแต่งด้วยของน้อยชิ้นในสไตล์ Minimalist และนิยมห้องชุดที่มีอ่างอาบน้ำเพื่อแช่ในน้ำอุ่น ยกเว้นในส่วนของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เห็นความสำคัญในเรื่องส่วนกลาง เพื่อออกกำลังกาย อาทิ สระว่ายน้ำและฟิตเนสแทน

“ศักยภาพความพร้อมและน่าเชื่อถือของบริษัทตัวแทนเช่าและบริษัทการบริหารจัดการโครงการถือเป็นหัวใจที่ผู้เช่าทุกชาติให้ความสำคัญมากโดยเฉพาะผู้เช่าที่ต้องพักอาศัยเป็นเวลานาน เพราะนอกจาก จะต้องเลือกบริษัทที่เป็นมิตรสามารถสื่อสารได้สะดวกและสามารถวางใจได้ในฐานะที่ปรึกษาแล้ว คุณภาพของ การบริหารโครงการที่ดีก็ถือเป็นจุดหลักในการประเมินเช่นกัน เพราะเป็นจุดแสดงให้เห็นถึงความสะดวกสบาย ในการพักอาศัยในต่างแดน ดังนั้นความพร้อมของบริการจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากจะลงทุนในเรื่องปล่อยเช่าห้องชุดในระยะยาวแล้วผู้ลงทุนไม่ควรมองข้ามปัจจัยดังกล่าว” นายอนุกูลกล่าวสรุป

ที่มา cmc.co.th
ติดตาม โครงการคอนโดใหม่ ปีหน้าได้ทีนี่

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

กลยุทธ์ต่างๆ ที่จะทำให้ผู้ที่จะซื้อโอนห้องชุดคอนโดให้เร็วที่สุด

กลยุทธ์ต่างๆ ที่จะทำให้ผู้จะซื้อโอนห้องชุดคอนโดให้เร็วที่สุด


           บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มักจะนำวิธีการต่างๆ นานา เพื่อให้เรานั้นโอนห้องคอนโดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นพวกเราควรที่จะต้องเรียนรู้ถึงวิธีการตั้งรับ เพื่อที่จะให้ได้ห้องที่ถูกใจสำหรับเราและไม่โดนเอาเปรียบจากบริษัทดังกล่าว

ข้อ 1. ใช้สิ่งจูงใจหรือถอยคำพูดเพื่อให้เราเซ็นรับห้อง

           หลังจาก โครงการคอนโดใหม่ สร้างเสร็จหรือใกล้จะเสร็จแล้วทางเจ้าของโครงการก็จะส่งจดหมาย เพื่อจะเรียนเชิญให้ทางเจ้าของห้องมาทำการตรวจสอบเช็คความเรียบร้อยของห้องทีตนเองจะได้รับ เพื่อทำการรับห้องคอนโดในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าของโครงการนั้นก็จะออก campaign ต่างๆนานา เพื่อที่จะหลอกล่อ (อุ๊บไม่ใช้) หรือจูงใจเพื่อให้เจ้าของห้องนั้น โอนคอนโดภายในเวลาดังกล่าว และด้วยความโลภอยากได้ของฟรีในบางท่านของผู้จะซื้อ ทำให้หลายหลายท่านยอมรับ ข้อเสนอต่างๆของห้องเพื่อจะเอาของแถมนั้นๆ โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่าของแถมที่ได้นั้น ถ้าเทียบกับจุดบกพร่องของงานที่ทางผู้ซื้อจะต้องจ้างช่างหรือคนงานมาแก้ไขงานภายหลังนั้น อาจจะแพงกว่าของแถมที่ได้มากมาย จึงอยากให้ผู้ซื้อพึงระวังไว้ด้วย

2. ใช้คำพูดหว่านล้อม

“พี่ๆ เซ็นรับไปก่อนนะค่ะ จะได้รับเอาโปรโมชั่นเดี๋ยวค่อยมาแก้งานให้ทีหลัง”

           หลังจากทางผู้ซื้อได้เซ็นรับไปแล้วนั้นทางบริษัทก็ไม่อยากจะรู้จักผู้ซื้อ อีกแล้ว อย่าไปคาดหวังว่าเขาคนนั้นจะมาสนใจหรืออยากติดต่อกับเราอีกเลย ถ้าห้องยังมีปัญหาต่างๆ เช่น น้ำรั่ว หรือไม้บวมเขาจะบอกกับคุณว่า ติดต่อนิติได้เลย แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสวยความงาม เช่น กระจกเป็นรอยหรือกระเทาะออกจากทีติดตั้ง  พื้นปูไม่ดี เช่น พื้นไม่เรียบไม่เสมอกันหรือไม่ได้slope อลูมิเนียมคด หรือ เก็บรายละอียดงานไม่เรียบร้อย เขาจะไม่ซ่อมให้ผู้ซื้อนะครับ เจ้าของเซลหรือผู้ตรวจห้องจะพูดว่า คุณเจ้าของห้องอาจจะทำเองก็ได้เพราะคุณรับห้องไปแล้ว และมีเพียงไม่กี่บริษัทที่เขารับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้พูดออกไป (แต่ก็มีนะครับที่เขารับผิดชอบ) แต่อย่าเสี่ยงเลยครับ

หรือ “ห้องอื่นเซ็นรับหรือเค้าโอนกันไปหมดแล้วเนี๊ย!เหลือห้องพี่กับอีกไม่กี่ห้องเอง”

           วิธีนี้ เป็นวิธีการใช้จิตวิทยากดดันผู้ซื้อครับ มุขนี้มาบ่อยแต่อย่าได้แคร์ครับ ใครที่อยากรับห้องหรือโอนห้องก็ทำไป เราไม่พร้อมใช่ไหมครับ เราอย่าไปหลงกลกับวิธีนี้ครับ ถ้าหากเราลองถามกลับไปว่า ตอนนี้โอนไปกี่ห้องละ เขาก็จะตอบว่ากลับมาว่า โอนไปเยอะแยะแล้ว  ต่อให้โอนจริงแค่ 10 ห้องจาก 100 น้องเขา ก็จะตอบมาประมาณนี้ เพื่อกดดันเราเอง มุขนี้จะเกิดขึ้นบ่อยมากกับในบริษัท ซึ่งจะมีปัญหากับผู้ซื้อบ่อยๆ

3. ปัญหาเกี่ยวกับการแก้ไขงานภายในของห้อง

           ผู้จะซื้อ จะต้องเซ็นเอกสารก่อนที่จะตรวจรับห้องครับ เช่น ในบางบริษัทจะให้ผู้จะซื้อ แจ้งเรื่องแก้งานได้แค่ 1 หรือ 2 ครั้ง ว่ากันไป แต่สำหรับบางบริษัทที่ให้แก้งานได้มากกว่า 1 ครั้งขึ้นไปนั้น ในสัญญาจะระบุไว้ว่า เขาจะสามารถแก้ไขให้้เฉพาะงานที่ผู้ซื้อได้ระบุไว้ในครั้งแรกเท่านั้น หลังจากนั้นถ้าตรวจสอบแล้วพบอีกเค้าก็จะไม่แก้ให้ แต่บริษัทแบบนี้จะพบเป็นส่วนน้อยนะครับ

4. กำหนดวันโอนห้องชุดพร้อมเวลาให้ลูกค้าเลย

           บริษัทนี้แรงครับ บังคับโอนทางอ้อม อันที่จริงถ้าห้องชุดคอนโดยัง ไม่เรียบร้อยเค้าไม่มีสิทธิบังคับเราให้เซ็นรับหรอกครับ ถ้าเค้าไม่แก้ไขงานให้เรียบร้อยหรือบังคับให้เซ็นรับก็ถ่ายรูปไว้เลยครับ บอกเค้าว่าถ้าห้องไม่เรียบร้อยไม่เซ็นรับ ให้ถ่ายรูปไว้ถ้าเกิดโครงการเล่นไม่ซื่อก็เตรียมฟ้องสคบ. กันเลย บางที่พนักงานขายจะโทรมาแจ้งให้ผู้จะซื้อว่าทราบว่า ผู้จะซื้อจะต้องโอนวันนี้นะคือระบุวันที่ผู้จะซื้อต้องไปที่กรมที่ดินหรือ ส่งจดหมายกำหนดวันโอนที่แน่นอนเลยก็มี มีบางบริษัทครับ (ย้ำว่าแค่บางบริษัท) เธอไม่แคร์เลยว่า วันที่ได้นัดลูกค้านั้น ตัวลูกค้าเองจะว่างหรือไม่ ใครเป็นใครตายเธอไม่สน ถ้าไม่มาโอนยึดแน่ เธอขอจงรักภักดีกับบริษัทที่เธอทำเท่าตราบชั่วฟ้าดินสลาย กรณีนี้ ถ้าห้องไม่เรียบร้อยจริงๆ หรือห้องและส่วนกลางไม่สร้างตามแบบ ก็ถ่ายรูปเก็บเอาไว้เพื่อเป็นหลักฐานถ้าหากเจ้าของโครงการยึดห้อง ผู้ซื้อจะได้มีหลักฐานฟ้องสคบ.ได้ ในช่วงเวลานี้มีบริษัทใหญ่อันดับต้นๆของเมืองไทยกำลังมีข้อพิพาทกรณีนี้อยู่ ถ้าผลเป็นอย่างไรจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง

           นี้ก็เป็นตัวอย่างคร่าวๆ นะครับเพราะผมคิดว่าเขียนยังไงก็ ไม่น่าจะหมดเพราะทางบริษัทอสังหาก็คงหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อที่จะให้เรา(ผู้จะซื้อ) โอนห้องคอนโดให้ เร็วสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วนวิธีการนั้นจะถูกต้องมากน้อยแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับความมีศีลธรรมของ บริษัทนั้นๆ ละครับ แต่ผมขอยืนยันนะครับว่า บริษัทที่กระทำต่อลูกค้าแบบนี้เป็นส่วนน้อยนะครับ บริษัทดีดีมีอยู่มากครับแต่ไม่อยากระบุเพราะว่า เดี๋ยวเค้าหาว่าจ้างมาเชียร์ของของเค้า ยังไงก็ขอให้ทุกคนโชคดีนะครับ สวัสดีครับ


ที่มา: newbangkokcondo

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วิธีประหยัดพลังงานและลดโลกร้อนง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน

วิธีประหยัดพลังงานและลดโลกร้อนง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน

            ปัจจุบันนี้โลกของเรานับวันยิ่งร้อนขึ้นทุกวัน ๆ ส่งผลให้คนไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านได้เวลานาน ๆ เหมือนแต่ก่อน ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่น แอร์ พัดลม ที่ช่วยเพิ่มความเย็นให้กับบ้าน หรือคอนโดของเรา และยิ่งโลกร้อนขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่า ผู้คนบนโลกนั้น ยิ่งใช้พลังงานทำลายชั้นบรรยากาศของโลกมากขึ้นไปเท่านั้น และวันนี้มีวิธีดี ๆ ในการประหยัดพลังงานแบบง่ายๆ คุณสามารถทำได้ในชีวิตประจำวันมาฝากกัน ที่จะช่วยให้คุณเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยลดโลกร้อน ด้วยการเริ่มต้นประหยัดพลังงานกันตั้งแต่ในคอนโดไป จนถึงที่ทำงานเลยทีเดียว ว่าแล้วก็ไปดูกันดีกว่าว่า คุณสามารถช่วยลดโลกร้อนในแต่ละวันอย่างไรได้บ้าง

พลังงานความร้อนและไฟฟ้า
            1. ติดตั้งฉนวนกันความร้อน เพื่อลดความร้อนและทำให้บ้านเย็น
            2. ตั้งตู้เย็นไว้ในที่ที่ใกล้กับประตูหน้าต่าง เพื่อความร้อนที่ระบายออกมาจะได้ไม่สะท้อนกลับไปในห้องครัว และยังสามารถช่วยประหยัดไฟอีกด้วย
            3. ในฤดูหนาวควรจะเปิดหน้าต่างให้ความเย็นเข้ามาในห้องตอนกลางคืน และปิดหน้าต่างตอนเช้า เพื่อให้ความเย็นภายในห้อง ไม่ถูกแทนที่ด้วยความร้อนจากแสงแดดตอนกลางวัน
            4. คุณสามารถลดความร้อนในบ้านได้ถึง 50% หากติดกระจกที่มีลักษณะแบบสองชั้น เพราะจะสามารถกันความร้อนได้ และช่วยคุณประหยัดไฟฟ้าได้อีก
            5. เปิดแอร์ที่อุณหถูมิ 25 องศาเสมอ เพราะเป็นอุณหภูมิที่สบายที่สุด ที่คุณไม่ต้องนอนห่มผ้าตากแอร์เลย
            6. ติดตั้งระบบไฟฟ้าให้หมุนเวียนภายในบ้าน
            7. เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเกรด A ที่ไม่กินไฟ
            8. ลองเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟฟ้าแบบประหยัดไฟ
            9. อย่าใช้เครื่องซักผ้าปั่นผ้าในวันที่ฟ้าใส และแดดจัด เพราะอุณหภูมิของโลก สูงพอจะทีทำให้ผ้าแห้งได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงอยู่แล้ว
            10. หากมีเสื้อผ้าน้อยชิ้นควรซักเองด้วยมือ ส่วนเครื่องซักผ้าควรใช้ในวันที่มีเสื้อผ้าเต็มตะกร้า
            11. หากคุณจำเป็นต้องเปิดไฟในสวนหน้าบ้านทุกคืน ควรใช้เปลี่ยนเป็นไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ชาร์จพลังงานตอนกลางวัน และเปิดไฟตอนกลางคืน
            12. ควรถอดสายชาร์จโทรศัพท์มือถือออกจากเบ้าเสียบทุกครั้งที่ชาร์จเสร็จ เพราะมันกินไฟโดยเปล่าประโยชน์

พลังงานน้ำ
            13. ตรวจสอบรอยรั่วของท่อน้ำประปา หรือรอยรั่วก๊อกน้ำแล้วอุดรอยรั่วนั้นให้เรียบร้อย อย่าปล่อยให้มันหยดทิ้งแม้น้อยนิดก็ตามที
            14. หากคุณจะต้มน้ำร้อน ควรใช้หม้อต้มน้ำที่พอดีกับปริมาณน้ำที่คุณต้องการใช้ เพราะขนาดภาชนะที่ใหญ่เกินไป มักจะทำให้เราใช้น้ำเกินความต้องการเสมอ
            15. เวลาที่ชงชา ต้มน้ำในปริมาณที่คุณจะใช้เท่านั้น แม้มันจะดูน้อยนิดเกินไป แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้น้ำร้อนที่เหลือจากการชงชาค่อย ๆ เย็นโดยไม่ได้ใช้อะไรเลย
            16. ปิดก๊อกน้ำทุกครั้งขณะที่คุณกำลังแปรงฟันอยู่
            17. ใช้ถังชักโครกที่ประหยัดน้ำ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องเปลืองน้ำไปกับการชำระล้างโถส้วม ที่เกินความจำเป็น
            18. ใช้ฝักบัวอาบน้ำแทนการนอนแช่ในอ่างน้ำ เพราะมันจำทำให้เปลืองน้ำกว่ามาก ๆ

อาหารและตู้เย็น
            19. ควรตั้งตู้เย็นให้ห่างออกจากผนังด้านละประมาณ 15 เซนติเมตร เพื่อให้ได้ระบายถ่ายเทความร้อนได้สะดวก
            20. ละลายน้ำแข็งในตู้เย็นเป็นประจำ
            21. อย่าเปิดตู้เย็นทิ้งเอาไว้เป็นเวลานานเกินไป เพราะจะทำให้ความเย็นระบายออกมาหมดและทำให้ตู้เย็นทำงานหนัก กินไฟมาก
            22. ไม่ควรนำอาหารอุ่น ๆ หรือร้อนๆ เข้าไปแช่ในตู้เย็นเป็นอันขาด ควรวางไว้ให้เย็นก่อนแล้วค่อยนำเข้าตู้เย็นอีกครั้ง
            23. ซื้ออาหารที่มีในท้องถิ่น เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องซื้อในปริมาณเยอะ ๆ แล้วนำมาตุนไว้ในช่องแช่แข็งจนไม่มีที่ว่าง

พลังงานขณะขับรถ
            24. วางแผนการเดินทางทุกครั้งก่อนขับรถ เพื่อจะได้ไม่ต้องขับวนไปวนมาคิดซ้ายคิดขวาว่าจะไปทางไหนดี
            25. ขับรถด้วยความเร็วที่คงที่เสมอ และที่สำคัญไม่ควรขับเร็วเกินความจำเป็นด้วย
            26. ควรจะสตาร์ทเครื่องยนต์ไว้สักครู่ ก่อนออกรถ
            27. ในกรณีที่รถติดไฟแดงในแยกที่รถติดนานกว่า 2 นาทีขึ้นไป ควรดับเครื่องยนต์ก่อนแล้วค่อยสตาร์ทรถใหม่
            28. ไม่ควรเปิดแอร์ภายในรถเย็นเกินไป ควรใช้อุณหภูมิที่พอเหมาะเท่านั้น
            29. หากคุณนั้น ต้องเดินทางไปสถานที่ใกล้ ๆ ที่ห่างจากบ้านไม่เกิน 5 กิโลเมตร ควรใช้วิธีเดินหรือปั่นจักรยานดีกว่า
            30. อุปกรณ์แต่งรถหลาย ๆ อย่าง สามารถกินพลังงานเกินความจำเป็นทีใช้ได้ เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิ เครื่องบอกทาง เป็นต้น
            31. นำรถเข้าอู่ซ่อมเป็นประจำ เพื่อเช็คสภาพและการทำงานต่าง ๆ ของรถ

พลังงานขณะทำงาน
            32. ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้จ่ายค่าไฟที่ทำงานเอง แต่ก็ควรจะใช้ไฟเท่าที่จำเป็นเท่านั้น โดยปิดไฟดวงที่ไม่ใช้หรือในห้องที่ไม่มีใครอยู่ เพื่อช่วยโลกประหยัดไฟ
            33. ปิดหน้าจอของคอมพิวเตอร์ เมื่อคุณต้องลุกออกไปที่ไหนเพื่อทำธุระนาน ๆ เช่น ทานข้าว ไปประชุม หรือแม้แต่ออกไปยืดเส้นยืดสาย
            34. ควรใช้กระดาษทั้งสองหน้า อย่าใช้เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น
            35. หากสามารถเปิดหน้าต่างได้ ควรหลีกเลี่ยงการเปิดแอร์ในวันที่อากาศสบาย ๆ
            36. ควรใช้ลิฟต์ในออฟฟิศพร้อม ๆ กับคนอื่น ขณะเดียวกัน คุณสามารถเดินขึ้นบันไดได้หากห้องทำงานของคุณไม่ได้อยู่สูงถึงชั้น 7
            37. สำหรับข้อมูลบางอย่างที่สามารถอ่านผ่านคอมพิวเตอร์ได้ บางครั้งคุณก็ไม่จำเป็นต้องปรินท์เอาท์ออกมา

และนี่ก็คือวิธีง่าย ๆ ในการช่วยลดโลกร้อนที่ไม่ว่าใคร ๆ ก็ทำได้ ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ตระหนักถึงคุณค่าของพลังงานและภาวะโลกร้อน เริ่มต้นประหยัดพลังงานกันตั้งแต่วันนี้นะคะ อย่างน้อย ๆ ก็ช่วยยืดเวลาให้โลกไม่ร้อนไปกว่านี้ได้ไม่น้อยเลยล่ะ

คอนโดโครงการใหม่  สามารถติดตามได้ทีนี่ ...

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แนวทางแก้ไขปัญหาห้องน้ำที่พบบ่อยในคอนโดมิเนียม

แก้ปัญหาห้องน้ำที่พบบ่อยในคอนโดมิเนียม 


      ห้องน้ำเป็นอีกหนึ่งห้องที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าห้องอื่นๆ ภายในบ้านหรือคอนโดมิเนียมห้องน้ำเมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่ง ก็มักจะได้พบเจอกับปัญหากวนใจเหล่านี้ หลายๆ เรื่อง แต่คุณไม่ต้องกังวลไป เพราะวันนี้เราได้รวบรวมปัญหาที่มักจะพบเจอกันอยู่บ่อยๆ พร้อมวิธีการแก้ไขมาให้ได้อ่านกันแล้วครับ

 1. กลิ่นอับชื้นภายในห้องน้ำ
      ความอับชื้นเป็นปัญหาที่พบเจอได้ในห้องน้ำภายในบ้านหรือคอนโดมิเนียม ถ้าหากปล่อยไว้ อาจทำให้เกิดเชื้อราและตะไคร่เกาะที่ผนังตามมา ซึ่งจะทำให้ห้องน้ำของคุณนั้น ไม่ถูกสุขลักษณะและส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ใช้ห้องน้ำได้

แนวทางแก้ไข : เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ เลือกตำแหน่งของห้องน้ำให้อยู่ติดภายนอก เป็นทางทิศใต้หรือตะวันตกจะดี เพราะได้รับแสงแดดจากธรรมชาติเข้ามาฆ่าเชื้อโรคต่างๆ นอกจากนั้นจะต้องมีช่องระบายอากาศ อย่าง บานเกล็ด บานเลื่อน เพื่อให้อากาศไหลเวียน ถ่ายเทสะดวก

 2. อาบน้ำแล้วเปียกทั้งห้องน้ำ
      เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วทำให้ห้องน้ำส่วนอื่นเปียกทั่วทั้งห้อง การใช้งานส่วนอื่น อย่างโถส้วม หรืออ่างล้างหน้าก็ทำได้ไม่สะดวก และยังยากต่อการทำความสะอาด

แนวทางแก้ไข : ต้องแบ่งส่วนที่แห้งและส่วนที่เปียกตามการใช้งาน ส่วนแห้งประกอบด้วย อ่างล้างหน้าและโถส้วม ส่วนเปียก ได้แก่ ส่วนอาบน้ำ ทั้งอ่างอาบน้ำและฝักบัว ทั้งสองส่วนควรแยกจากกันด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น กั้นห้องแยกกัน กั้นด้วยประตูกระจก หรือม่านกั้นน้ำ เป็นต้น

 3. น้ำไม่ระบายลงท่อ
      เมื่ออาบน้ำหรือล้างห้องน้ำ แล้วน้ำที่สกปรกไม่ระบายลงท่อ เอ่ออยู่บนพื้น และน้ำทิ้งที่มีทั้งสบู่ น้ำยาล้างห้องน้ำและเชื้อโรค หากปล่อยไว้ให้นองพื้นเป็นเวลานาน จะทำให้กระเบื้องเต็มไปด้วยคราบสิ่งสกปรกจนทำความสะอาดไม่ออกในที่สุด

แนวทางแก้ไข : ต้องเช็คความลาดเอียงของห้องน้ำใหม่ โดยตามปกติระดับพื้นห้องน้ำจะต้องทำให้ลาดเอียงไปยังท่อระบายน้ำในสัดส่วนความลาดชันประมาณ 1 : 200 และพื้นต้องลาดอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ระดับพื้นห้องน้ำควรต่ำกว่าห้องภายนอกอย่างน้อย 5 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลออกสู่ภายนอกได้

4. แสงสว่างไม่เพียงพอ
      ห้องน้ำภายในบ้านหรือคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่แล้วมักใช้ไฟดาวน์ไลท์เพียงอย่างเดียว มักจะมีปัญหาเรื่องแสงสว่างไม่เพียงพอต่อการใช้งาน เพราะให้ความสว่างที่เป็นเพียงแค่แสง Ambient เท่านั้น

แนวทางแก้ไข : บริเวณเคาน์เตอร์ซิงก์ที่มีการใช้งานอย่างจริงจัง ทั้งแต่งหน้า ทำผมที่ต้องการแสงมากๆ ควรจะเพิ่มไฟประเภท Task Light อาจใช้โคมไฟติดผนังบริเวณกระจกที่ให้ความสว่างมาจากด้านหน้า ที่สะดวกต่อการใช้งาน

 5. พื้นลื่นจนอาจเกิดอันตราย
      วัสดุพื้นที่คุณใช้บางชนิด มีความสวยงามแต่ไม่เหมาะจะนำมาใช้เป็นพื้นห้องน้ำ เช่น หินอ่อนที่มีผิวเงา ทำให้เมื่อเปียกแล้วอาจทำให้ลื่นล้มเกิดอันตรายต่อชีวิตได้

แนวทางแก้ไข : ควรเลือกกระเบื้องหรือหินที่มีหน้าสัมผัสที่ค่อนข้างหยาบ ผิวด้าน ไม่มันเงา แต่ถ้าปูไปแล้ว ไม่ต้องการรื้อปูกระเบื้องใหม่ สามารถแก้ไขได้ด้วยการนำแผ่นยางรองกันลื่นมาใช้ในส่วนเปียก

6. ท่อระบายน้ำตันจนระบายน้ำไม่ทัน
      เป็นปัญหายอดฮิตที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับห้องน้ำภายใน บ้านหรือคอนโดมิเนียม ส่วนใหญ่แล้วเวลาที่อาบน้ำ สระผมมักมีน้ำสกปรกที่ระบายลงท่อน้ำไม่ทัน น้ำเลยเจิ่งนองจนพื้นห้องน้ำเกิดคราบสิ่งสกปรก ซึ่งเมื่อนานวันจะทำให้ท่อตัน

แนวทางแก้ไข : ท่อระบายน้ำทิ้งหรือท่อระบายน้ำสกปรกควรมีจะขนาดตามมาตรฐาน ซึ่งต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 3 นิ้ว จะทำให้น้ำทิ้งสามารถผ่านลงไปได้อย่างรวดเร็ว ส่วนการเลือก Floor Drain ควรมีฝาตะแกรงครอบ เพื่อกันไม่ให้สิ่งสกปรกและฝุ่นผงไหลลงไปในท่อได้ เพื่อทำให้หลีกเลี่ยงการอุดตัน และส่วนที่สำคัญควรดูแลรักษาความสะอาด Floor Drain อยู่เสมอ

7. วัสดุบางชนิดภายในห้องน้ำทำความสะอาดยาก
      ห้องน้ำที่ใช้วัสดุทำความสะอาดได้ยาก เช่น มีซอกมุมเยอะ จะเป็นที่สะสมของคราบสกปรกและเชื้อโรค ซึ่งผิดสุขลักษณะ

แนวทางแก้ไข : ห้องน้ำภายในบ้านหรือคอนโดมิเนียม ส่วนใหญ่จะเลือกใช้กระเบื้องเซรามิค เนื่องจากดูแลรักษาทำความสะอาดได้ง่าย กระเบื้องที่มีหน้าสัมผัสหยาบๆ สามารถทำความสะอาดได้ยากกว่าแบบผิวเรียบ รวมทั้งกระเบื้องแผ่นใหญ่ ปูแล้วรอยต่อน้อยกว่า ก็จะมีพื้นที่สะสมคราบสกปรกและเชื้อโรคตามรอยต่อได้น้อยกว่า

8. ไฟฟ้าช็อตที่เกิดจากปลั๊กและสวิตช์ไฟภายในห้อง
      ห้องน้ำภายใน บ้านหรือคอนโดมิเนียม บางหลังไม่ได้วางแผนระบบไฟฟ้าไว้อย่างเหมาะสม ห้องน้ำที่ใช้งานจริงต้องมีปลั๊กหรือ Outlet สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิดบริเวณเคาน์เตอร์ซิงก์ด้วย การติดตั้งปลั๊ก Outlet หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม ทำให้เมื่อใช้งานจริงอาจเกิดปัญหาไฟฟ้าช็อต จนเป็นอันตรายถึงชีวิตแก่ผู้ใช้ห้องน้ำได้

แนวทางแก้ไข : ปลั๊กหรือ Outlet ภายในห้องน้ำควรอยู่สูงกว่าพื้นอย่างน้อย 70 เซนติเมตร หรืออยู่ระดับเดียวกับเคาน์เตอร์ซิงก์ และอยู่ภายในส่วนแห้งเท่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ปลั๊กโดนน้ำ นอกจากนี้ควรเลือกใช้ปลั๊ก หรือ Outlet ประเภทกันน้ำได้หรือมีฝาครอบกันน้ำ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากการใช้งาน

9. ผนังหรือฝ้าที่อยู่ติดกับห้องน้ำมีการบวมน้ำ
      ผนังและฝ้าบางจุดเกิดอาการบวมน้ำ ผิวของสีที่ทาหลุดล่อนออกมา วอลล์เปเปอร์ลอกล่อนอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ลองทาสีใหม่ แก้ไขผนัง ก็ยังเกิดอาการแบบเดิม

แนวทางแก้ไข : สาเหตุอาจมาจากความชื้นของห้องน้ำซึมออกสู่ผนังหรือฝ้าของห้องอื่น ลองตรวจดูว่าผนังหรือฝ้าเชื่อมต่อกับห้องน้ำที่มีการใช้งานหรือไม่ ก่อนที่จะปูกระเบื้องจำเป็นต้องฉาบผนังห้องน้ำด้วยน้ำยากันความชื้น หรือน้ำยากันซึมให้ดีก่อน โดยเฉพาะส่วนของฝักบัวและส่วนของอ่างอาบน้ำควรตรวจสอบน้ำซึมให้ดี ฝ้าเพดานก็ควรใช้ฝ้ายิปซัมทนความชื้นฉาบเรียบสำหรับห้องน้ำโดยเฉพาะ

10. ที่เก็บของในห้องน้ำไม่เพียงพอ
      แม้ตามจุดประสงค์การใช้งานของห้องน้ำ ไม่ได้ทำไว้เพื่อเก็บของจำนวนมาก แต่ก็มีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นหลายอย่างที่ต้องเก็บไว้ภายในห้องน้ำ อย่างกระดาษทิชชู่ สบู่ ยาสระผม และอุปกรณ์ทำความสะอาด การดีไซน์ห้องน้ำส่วนใหญ่มองข้ามจุดนี้ไป ทำให้ต้องวางสิ่งของต่างๆ ระเกะระกะบนเคาน์เตอร์ซิงก์ ไม่เป็นระเบียบ ไม่น่ามอง

แนวทางแก้ไข : ควรออกแบบให้เหมาะสมตามการใช้งานจริงตั้งแต่ทีแรก ส่วนใหญ่มักออกแบบให้มีตู้เก็บของอยู่ใต้เคาน์เตอร์ซิงก์เป็นตู้บานปิด เพื่อเก็บม้วนกระดาษและอุปกรณ์ทำความสะอาด ส่วนสบู่และยาสระผมที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน ควรเลือกชั้นวางของแบบเปิด ติดตั้งในระยะเอื้อมเพื่อการหยิบใช้ที่สะดวก เรื่องของวัสดุควรเลือกที่ง่ายต่อการทำความสะอาด เช่น อะครีลิค สแตนเลส สตีล เป็นต้น

     เป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับแนวทางในการจัดการห้องน้ำภายในบ้านหรือคอนโดมิเนียมของเรา ทดลองนำไปใช้ดูนะรับรองห้องน้ำจะเป็นห้องที่มีความสุขทุกคน

 
ที่มา : cmc.co.th

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ข้อจรรยาบรรณของวิศวกรคอนโด

จรรยาบรรณวิศวกรคอนโด

จรรยาบรรณ ข้อ 1

“วิศวกรคอนโดนั้นต้องรับผิดชอบ และให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ต่อสวัสดิภาพ สุขภาพ ความปลอดภัยของสาธารณชน และสิ่งแวดล้อม”

เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของจรรยาบรรณข้อนี้ วิศวกรต้อง

 1. หลีกเลี่ยงไม่รับงานที่จะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม และความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ ของผู้ว่าจ้างกับผลประโยชน์ของสาธารณชน
 2. ทำงานให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติในการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมที่เป็นที่ยอมรับโดยให้ระมัดระวังในเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยของชีวิต และสุขภาพของคนงาน และสาธารณชน รวมถึงทรัพย์สินซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบจากงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน
 3. พยายามป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่สาธารณชน โดยการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ทราบถึงสถานการณ์อันอาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่สาธารณชนขึ้นได้
 4. ขจัดการเผยแพร่ข่าวสารอันเป็นเท็จ หรือข่าวสารที่ขยายเกินความจริง หรือไม่ยุติธรรม
 5. มีส่วนร่วมในการอภิปรายในที่สาธารณะ เกี่ยวกับเรื่องทางวิศวกรรมในขอบเขตที่ตนเชี่ยวชาญ ทั้งนี้โดยพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำเช่นนี้จะเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของสาธารณชน

 จรรยาบรรณ ข้อ 2

“วิศวกรคอนโดจะต้องให้ข้อมูล และแสดงความคิดเห็นตามหลักวิชาการ ตามที่ตนทราบอย่างถ่องแท้แก่สาธารณชนด้วยความสัตย์จริง”

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของจรรยาบรรณข้อนี้ วิศวกรต้อง

1. แถลงถึงความคิดเห็นทางวิศวกรรมต่อสาธารณชน เฉพาะเมื่อตนได้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่  แถลงนั้นอย่างถ่องแท้แล้ว
2. ผู้ที่เป็นพยานในศาลต้องให้ถ้อยคำต่อศาลด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และเฉพาะที่ได้เรื่องรู้ชัดแจ้งเท่านั้น แต่จรรยาบรรณข้อนี้ไม่ได้ห้ามการตอบข้อซักถามที่ต้องใช้การคาดคะเนและพินิจพิจารณาโดยอาศัยความรู้ และประสบการณ์ของตนเอง และความรู้ที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง
3. เปิดเผยถึงผลประโยชน์ใดๆ ที่ตนเองได้เกี่ยวข้อง ที่อาจจะมีผลกระทบต่อดุลยพินิจของตนในเรื่องทางเทคนิคที่ตนกำลังแถลง หรือประจักษ์พยานอยู่

 จรรยาบรรณ ข้อ 3

“วิศวกรคอนโดต้องดำรงและส่งเสริมความซื่อสัตย์สุจริต เกียรติยศ และศักดิ์ศรีของวิชาชีพวิศวกรรม”

เพื่อให้บรรลุวัตถุตามประสงค์ของจรรยาบรรณข้อนี้ วิศวกรต้อง

 1. ปฏิบัติงานที่ได้รับทำ อย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติและวิชาการของวิชาชีพ โดยเคร่งครัด
 2. ประกอบวิชาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช้วิชาชีพในทางที่ผิดกฎหมาย
 3. หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่จะนำความเสื่อมเสียมาสู่วิชาชีพวิศวกรรม
 4. ไม่โฆษณาผลงานของตนเองในลักษณะที่เป็นการโอ้อวด
 5. ไม่พัวพันเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือประกอบการใดๆ ซึ่งตนรู้อยู่ว่าเป็นการหลอกลวงหรือไม่สุจริต
 6. ไม่อาศัยการคบหาสมาคมกับบุคคลอื่นๆ หรือหน่วยงานอื่นๆ เพื่อปกปิดการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณ
 7. ไม่ประกอบวิชาชีพร่วมกับวิศวกรที่ปฏิบัติตนผิดจรรยาบรรณ และต้องรายงานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อพบว่ามีวิศวกรกระทำผิดจรรยาบรรณ

 จรรยาบรรณ ข้อ 4

“วิศวกรคอนโดต้องปฏิบัติงานเฉพาะที่ตนมีความรู้ความสามารถเท่านั้น”

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของจรรยาบรรณข้อนี้ วิศวกรต้อง

 1. ไม่ประกอบอาชีพวิศวกรรมเกินความรู้ความสามารถที่ตนเองจะทำได้
 2. ในกรณีที่งานที่ได้รับมอบหมายมานั้น ต้องการความรู้ความสามารถ หรือประสบการณ์ทำงานอย่างอื่น นอกเหนือจากที่ตนเชี่ยวชาญ วิศวกรต้องแจ้งให้ผู้ว่าจ้าง หรือลูกค้าของตนทราบอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งแนะนำให้รู้จักผู้ที่เหมาะสมกับงานนั้น

 จรรยาบรรณ ข้อ 5

“วิศวกรคอนโดต้องสร้างชื่อเสียงในวิชาชีพจากคุณค่าของงาน และต้องไม่แข่งขันกันอย่างไม่ยุติธรรม”

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของจรรยาบรรณข้อนี้ วิศวกรต้อง

 1. ไม่ใช้ข้อได้เปรียบหรือตำแหน่งอันมีอภิสิทธิ์ ไปแย่งงานจากผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมคนอื่นๆ
 2. ไม่แอบอ้างผลงานของวิศวกรผู้อื่นมาเป็นของตน โดยยึดหลักไว้เสมอว่างานใดที่วิศวกรผู้ใดผู้หนึ่งทำไว้จะต้องให้เกียรติถือว่าเป็นผลงานของวิศวกรผู้นั้น
 3. ไม่กระทำการใดๆ อันอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง ความก้าวหน้า หรือการปฏิบัติวิชาชีพของวิศวกรอื่น
 4. ไม่ปลอมแปลงและไม่ให้ข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ประสบการณ์ หรือภาระความรับผิดชอบที่ผ่านมาของตน
 5. ไม่รับทำงานหรือตรวจสอบงานชิ้นเดียวกันกับผู้ประกอบอาชีพวิศวกรรมคนอื่นทำอยู่แล้ว เว้นแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ หรือได้แจ้งให้ผู้ประกอบการวิชาชีพวิศวกรรมนั้นทราบล่วงหน้าแล้ว
 6. ไม่รากแซงงานของวิศวกรอื่น เมื่อทราบว่างานนั้นมีวิศวกรอื่นทำงานนั้นอยู่แล้ว ยกเว้นเมื่อมีผู้ว่าจ้างได้บอกเลิกการจ้างกับวิศวกรผู้นั้นเป็นลายลักษณ์อักษรเรียบร้อยแล้ว
 7. ไม่แข่งขันกับวิศวกรอื่นด้วยการตัดราคาค่าจ้างของตนให้ต่ำกว่า โดยเฉพาะเมื่อทราบอัตราค่าจ้างของผู้นั้นแล้ว
 8. ไม่ใช้อิทธิพลใดๆ ในการแข่งขันกับวิศวกรอื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งงานนั้น
 9. ไม่เสนอสิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เพื่อให้ได้งานมาทำ
 10. ไม่วิพากษ์วิจารณ์งานของวิศวกรอื่นต่อสาธารณะ เว้นแต่จะเป็นการปฏิบัติ
 11. พึงรับงานจากผู้ว่าจ้าง หรือลูกค้า โดยคำนึงถึงความเป็นอิสระเชิงวิชาชีพเป็นสำคัญ

 จรรยาบรรณ ข้อ 6

“วิศวกรคอนโดต้องรับผิดชอบต่องานและผลงานในวิชาชีพของตน”

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของจรรยาบรรณข้อนี้ วิศวกรต้อง

 1. คำนึงอยู่เสมอว่างานทุกอย่างที่ทำไปนั้น ตนต้องรับผิดชอบตลอดอายุการใช้งานตามวัตถุประสงค์การใช้งานเดิม
 2. คำนึงอยู่เสมอว่าผลงานที่ตนจะต้องรับผิดชอบนั้น อาจจะได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และสิ่งที่คาดไม่ถึงในอนาคต
 3.ติดตามผลงานจากการออกแบบ หรือการให้คำปรึกษาของตน ตลอดระยะเวลาที่ผลงานั้นยังมีการใช้งานอยู่ หากทราบว่ามีข้อบกพร่องใดๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ว่าจ้าง หรือลูกค้า หรือแก่สาธารณชน วิศวกรจะต้องเร่งรัดจัดการเพื่อให้มีการแก้ไข โดยไม่ต้องให้ทางเจ้าของงานมีการทักท้วงก่อน

จรรยาบรรณ ข้อ 7

“วิศวกรคอนโดต้องใช้ความรู้และความชำนาญในงานวิชาชีพอย่างซื่อตรง เพื่อผลประโยชน์ของผู้ว่าจ้างหรือลูกค้า ซึ่งตนปฏิบัติงานให้เสมือนเป็นตัวแทนที่ซื่อตรงหรือเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจ”

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของจรรยาบรรณข้อนี้ วิศวกรต้อง

 1. ซื่อตรงต่อผู้ว่าจ้างหรือลูกค้า เมื่อปฏิบัติทำตามหน้าที่ในฐานะที่ตนเป็นตัวแทนหรือผู้ได้รับความไว้วางใจจากบุคคลเหล่านั้น
 2. แสดงสถานะของตนให้ผู้ว่าจ้างทราบก่อนที่จะรับดำเนินการ ในกรณีที่ได้รับแต่งตั้งให้ตัดสินงานหรือสิ่งอื่นที่ตนอาจจะมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอยู่ด้วย
 3. รับผิดชอบในความเพียงพอทางเทคนิคของงานวิศวกรรม โดยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร ถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากผู้มีอำนาจเหนือกว่ามีความเห็นเป็นอย่างอื่น
 4. ไม่เปิดเผยความลับของงานที่ตนรับทำ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าจ้าง
 5. ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในฐานะเป็นผู้รับเหมาหรือร่วมทุน ในการประกวดราคางานซึ่งตนเป็นวิศวกรผู้รับผิดชอบ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากผู้ว่าจ้าง
 6. ไม่รับค่าตอบแทนเป็นเงินหรือสิ่งอื่นใด จากผู้ว่าจ้างหลายรายในการให้บริการงานชิ้นเดียวกัน นอกจากจะได้รับอนุญาตจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายแล้ว
 7. ไม่เรียก รับ หรือยอกรับทรัพย์สิน ของกำนัล หรือผลประโยชน์ใดๆ สำหรับตนหรือพวกพ้องของตนจากผู้รับเหมา ตัวแทนของผู้รับเหมา ผู้ขายวัสดุอุปกรณ์ หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานที่ตนรับผิดชอบอยู่
 8. แนะนำผู้ว่าจ้างของตนให้จ้างผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ว่าจ้างและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
 9. ต้องเสนอผลการศึกษาโครงการตามความเป็นจริงทุกประการ โดยไม่มีการบิดเบือนใดๆ
 10. แจ้งให้ผู้ว่าจ้างของตนทราบทันทีถึงกิจกรรมใดๆ ซึ่งตนมีส่วนได้ส่วนเสียและอาจจะเป็นคู่แข่งหรือมีผลกระทบต่อธุรกิจของผู้ว่าจ้าง และต้องไม่ยอมให้ผลประโยชน์ของธุรกิจใดๆ มีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจเกี่ยวกับงานที่ตนทำอยู่

จรรยาบรรณ ข้อ 8

“วิศวกรคอนโดพึงพัฒนาและเผยแพร่ความรู้ทางวิชาชีพของตนตลอดเวลาที่ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม  และให้ความสำคัญในการช่วยเหลือส่งเสริมเพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ ให้แก่วิศวกรในความดูแลของตนอย่างจริงจัง”

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของจรรยาบรรณข้อนี้ วิศวกรต้อง

 1. พัฒนาตนเองในด้านความรู้และความก้าวหน้าในวิชาชีพวิศวกรรม
 2. เผยแพร่ความรู้วิชาชีพวิศวกรรม
 3. ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมวิชาชีพวิศวกรรม โดยการแลกเปลี่ยนข่าวสารความรู้และประสบการณ์กับวิศวกรอื่น
 4. สนับสนุนให้ลูกจ้างหรือผู้ใต้บังคับบัญชาในงานวิชาชีพของตนได้ศึกษาต่อ
 5. สนับสนุนนิสิตนักศึกษา ในการเพิ่มพูนความรู้ด้านวิชาชีพวิศวกรรม
 6. สนับสนุนโครงการและกิจการด้านวิศวกรรมขององค์กรวิชาชีพวิศวกรรม และสถาบันการศึกษาต่างๆ

 บทความโดย: CivilClub Team
ที่มา : cmc.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แต่งห้องคอนโดขนาดเล็กอย่างไรไม่ให้ดูอึดอัด

แต่งคอนโดห้องเล็กอย่างไรไม่ให้ดูอึดอัด


1. ผสมผสานการจัดวางตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเตี้ยและสูง
หัวใจหลักสำคัญของการอยู่ให้สบายในห้องเล็ก ๆ ของคอนโด ก้คือต้องทำบรรยากาศของห้องให้ไม่เหมือนว่ากำลังอยู่ในกล่อง เฟอร์นิเจอร์ชิ้นสูงใหญ่ มันจะทำให้ห้องของคุณดูแคบลงไปเลย ส่วนเฟอร์นิเจอร์ขนาดชิ้นเล็ก ๆ เตี้ย ๆ ก็อาจทำให้รู้สึกว่าอยู่ในห้องที่มันผิดส่วนผิดขนาดได้ แต่ถ้าหากลองนำมันมาจัดวางรวมกันอย่างพอดี ๆ และเหมาสมกับตำแหน่ง ก็จะช่วยถ่วงสมดุลกันได้ และอาจให้ความรู้สึกที่ว่าห้องนั้นดูไม่คับแคบด้วย

2. ใช้โทนสีตัดกันเพื่อสร้างความรู้สึก
ในห้องที่มีขนาดเล็ก ๆ นั้น ไม่อาจจัดตกแต่งด้วยของประดับมากมายหลายชิ้นได้ เพราะจะทำให้ห้องดูหนักมากเกินไป ทดแทนรายละเอียดที่ไม่สามารถใส่ลงไปได้เหล่านั้น ด้วยการเลือกใช้ลวดลายของผนัง หรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหลัก ๆ ลงไปที่ตัดกับสีสันของห้อง อย่างเช่น บานประตูสีเหลืองสดกับห้องสีขาว หรือลวดลายสีสันแนวกราฟฟิกบนผนังก็ทำให้ห้องเล็ก ๆ ดูคูลขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องอาศัยการจัดตกแต่งอื่น ๆ เพิ่มเลย

3. เลือกใช้เก้าอี้แบบไม่มีที่วางแขน
เก้าอี้แบบไม่มีที่วางแขนนั้นจะเหมาะกับห้องที่มีขนาดเล็ก ๆ เป็นที่สุด เพราะมันจะทำให้คุณลุกและนั่งสะดวกไม่ติดขัด ดูโปร่งกว่า ไม่เกะกะสายตา และยังสามารถกลมกลืนกับเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ ได้ดี เมื่อยกย้ายตำแหน่งไปที่บริเวณต่าง ๆ ของห้องด้วย

4. เตียงคิงไซส์
ข้อนี้อ่านแล้วอาจจะเกิดนึกสงสัยว่า ถ้าห้องขนาดเล็กแล้ว ทำไมถึงแนะนำให้ใช้เตียงที่เป็นขนาดใหญ่ นั่นก็เพราะว่า แม้ห้องจะมีขนาดเล็ก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องเลือกใช้แต่ของที่มันไซส์มินิเสมอไป แต่การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ขนาดใหญ่บางชิ้น ก็สามารถสร้างความโดดเด่นให้กับห้องได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นการพักผ่อนที่แสนสบายภายในห้องของคุณนั้น ก็คือสิ่งที่คุณควรจะได้ไม่ว่าห้องจะเล็กแค่ไหน การเลือกเตียงใหญ่ ๆ ที่นอนได้สบาย และจัดวางให้เว้นออกจากผนังสักนิด สร้างพื้นที่การพักผ่อนที่ใคร ๆ ก็ต้องอิจฉาขึ้นมาในห้องแสนสุขของคุณ

5. สร้างพื้นที่ใช้งานที่โดดเด่น
ในห้องที่มีขนาดเล็ก ๆ โล่ง ๆ หากปล่อยให้พื้นที่ส่วนต่างๆไหลมาเชื่อมกันหมดก็จะดูจืดชืดจนเกินไป คุณเองก็สามารถสร้างพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์เฉพาะด้านได้ด้วยการใช้พรมปูพื้น เพื่อเป็นการแบ่งสัดส่วนการใช้งานขอห้อง อย่างเช่น พรมผืนใหญ่โต ๆ ที่บริเวณหน้าทีวี หรือที่มุมอ่านหนังสือ นอกจากจะทำให้พื้นที่ใช้งานตรงนั้นโดดเด่นขึ้นมา ห้องคุณจะไม่ดูจืดชืดแล้ว ยังดูเป็นสัดส่วนดี และไม่คับแคบเหมือนการแบ่งพื้นที่ใช้งานด้วยตู้ หรือชั้นวางของด้วย

6. ติดผ้าม่านจากเพดานลงมา
ปกติเรามักจะติดตั้งรางผ้าม่านกันที่เหนือขอบของหน้าต่างคอนโด แต่ถ้าหากเป็นห้องเล็ก ๆ และอยากที่จะต้องการหลอกตาให้ห้องดูใหญ่ขึ้นล่ะก็ ลองมาเปลี่ยนไปติดรางผ้าม่านที่ตรงมุมสุดผนังชิดเพดานดู ผ้าม่านที่ทิ้งตัวเต็มผนังจากเพดานลงมา จะทำให้รู้สึกเหมือนว่ามีหน้าต่างบานสูงใหญ่ ทำให้ห้องดูกว้างขึ้นได้
7. ติดตั้งชั้นวางของให้เหนือแพนทรีเตรียมอาหาร
โดยปกติแล้ว พื้นที่คอนโดเหนือแพนทรี มักจะกลายเป็นส่วนของตู้ลอยตัว เพื่อใช้เก็บจานชามและอาหารแห้งต่าง ๆ แต่ประตูบานตู้ก็ชวนให้รู้สึกอึดอัดและคับแคบได้ หากจะลองเปลี่ยนติดตั้งเป็นชั้นเปลือยแทน ก็จะทำให้ดูโปร่งโล่งตาขึ้น และยังใช้วางข้าวของได้เช่นเดิม

8. เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ทรงกลมมน
เปลี่ยนจากการใช้เฟอร์นิเจอร์รูปเหลี่ยม หรือมีมุมเหลี่ยม เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นทรงกลม ทรงรี หรือแบบมีปลายโค้งมนแทน ก็จะช่วยลดทอนความรู้สึกเหมือนอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมได้ และยังให้ความรู้สึกอ่อนนุ่ม ไม่แข็งทื่อจนเกินไปอีกด้วย

9. ใช้เส้นลายทางเพิ่มความยาว
เพิ่มความยาวให้ห้องดูยืดออกไป ด้วยการการใช้เส้นสายในแนวยาว อย่างลวดลายแนวยาวที่ฝ้าเพดานหรือบนพื้นห้อง ทำให้ห้องดูสูงโปร่ง โล่งสบาย ไม่อึดอัดมากนัก

10. ใช้ประตูและหน้าบานกระจก
อย่างที่กล่าวไว้ว่าหน้าบานมักทำให้ห้องรู้สึกทึบตัน ถ้าอย่างนั้นลองมาเปลี่ยนเป็นหน้าบานกระจก ไม่ว่าจะเป็นหน้าบานของตู้เก็บของ หรือประตูของส่วนวอล์ค-อิน โคลเซ็ท เมื่อพื้นที่แคบ ๆ ได้แสงสว่างส่องทั่วถึง และห้องมีประกายความแวววาวจากเงาสะท้อนของกระจก ก็ช่วยให้ห้องนั้นรู้สึกโปร่งโล่งขึ้นได้ดีทีเดียว ใครที่เป็นเจ้าของห้องเล็ก ๆ และอยากจะทำให้มันดูโปร่งโล่ง อยู่สบายขึ้น อย่าลืมนำไปใช้กันคอนโดของคุณดูนะครับ


ที่มา: กระปุกดอทคอม
ติดตามข่าวสาร คอนโดโครงการใหม่ ได้ที่นี่ http://home.sanook.com/6559/

เทคนิคการตกแต่งภายในคอนโดให้ดูมีสไตล์

เทคนิคการตกแต่งภายในคอนโดให้ดูมีสไตล์ 

แนวโน้มในการเลือกที่พักอาศัยของคนเมืองในยุคปัจจุบันนี้ เริ่มนิยมหันมาอยู่ “ คอนโดมิเนียม ” และต่างก็ซื้อหา คอนโดโครงการใหม่ กันมากขึ้น ทำให้ทุกๆวันนี้ที่พักอาศัยจึงไม่ได้จำกัดแค่ความเฉพาะคำว่า “ บ้าน ” เหมือนเมื่อก่อนนั้น แต่ยังรวมถึง คอนโด อีกด้วย และถ้าคุณอีกเป็นคนหนึ่งที่เลือกอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม และกำลังวางแผนที่จะตกแต่งห้องคอนโดมิเนียมอยู่แล้วล่ะก็... คงจะมีคำถามมากมายที่ผุดขึ้นมาในหัว รวมถึงคำถามที่ว่า จะทำอย่างไรให้คอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่จำกัดนั้นอยู่ได้อย่างสบายและอบอุ่นเหมือนอยู่ที่บ้าน
ทางเราได้มีคำตอบของการตกแต่งคอนโดมิเนียม จากผู้เชี่ยวชาญได้มาแนะนำ เพื่อให้คุณมีเทคนิคเคล็ดลับ หรือวิธีการดีๆ สำหรับการแต่งห้องคอนโดมิเนียมของคุณอย่างชาญฉลาด นายประกิต พนานุรัตน์ สถาปนิกคอนโดมิเนียมพรอม พหลโยธิน 2 แนะนำหลักการสำคัญของการตกแต่งห้องคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่ค่อนข้างจะจำกัด ให้อยู่สบายเหมือนบ้าน โดยเริ่มต้นจากเทคนิคง่ายๆ เหล่านี้

จัดสรรพื้นที่ใช้สอยให้มีความยืดหยุ่น
ด้วยการรวมพื้นที่คอนโดบางส่วนเข้าด้วยกันในลักษณะของพื้นที่เอนกประสงค์ ปรับเปลี่ยนได้หลายประโยชน์ใช้สอย และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย อาทิเช่น โต๊ะรับประทานอาหาร สามารถปรับเปลี่ยนมาเป็นโต๊ะทำงานได้ หรือ ใช้เป็นโต๊ะจัดเตรียมอาหาร, ชุดโซฟานั่งพิงนอนเล่น ก็ยังใช้ได้ทั้งดูทีวี เล่นเกมส์และทำงาน หรือไว้รับแขกได้ แล้วเลือกใช้ระบบ wireless และ laptop ทำให้สามารถนั่งทำงานได้ในทุกๆส่วนของห้องเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ
แต่งเน้นเรียบโล่ง โปร่ง สบายตา เนื่องจากห้องคอนโดนั้นมีพื้นที่จำกัด การตกแต่งจึงควรจะมีแนวทางที่อาจช่วยทำให้ห้องนั้นดูกว้าง สบาย ไม่อึดอัดมากขึ้น พยายามเปิดช่องรับแสงแดดจากภายนอกจะทำให้กว้าง มีมิติ สร้างความต่อเนื่องของพื้นที่ภายในห้อง โดยหลีกเลี่ยงการกั้นผนังทึบ หากจำเป็นก็อาจเลือกใช้วัสดุที่มันโปร่ง เช่น ฉากหรือม่านที่สามารถเลื่อนเปิดปิดได้ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่การใช้สอยได้ตามความเหมาะสม หรือเลือกใช้ชั้นวางของเตี้ยๆ เพื่อแบ่งพื้นที่การใช้สอยส่วนต่างๆ ในลักษณะ Low Partition ก็จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ห้องนั้น ดูไม่ทึบและอึดอัด

       เทคนิคในการตกแต่งที่นิยมใช้กันมากอีกวิธีหนึ่ง ก็คือ การใช้วัสดุผิวที่มันวาว เช่น กระจกหรือสแตนเลส สร้างเงาสะท้อนของสิ่งต่างๆ เพื่อเพิ่มมิติให้กับพื้นที่ และยังช่วยให้พื้นที่ดูกว้างขวาง มี พื้นที่มากขึ้นอีกด้วย รวมถึงการเลือกใช้สีสำหรับการตกแต่งทั่วไป ควรจะมีสีโทนอ่อน จะทำให้ห้องดูโปร่งโล่ง สบายตายิ่งขึ้น

การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์สำหรับตกแต่ง ควรจะมีลักษณะที่โปร่ง เบา มีขาขนาดเล็ก เช่น เหล็ก หรือ สแตนเลสสตีล ที่มีขนาดที่เหมาะสม จะทำให้ห้องนั้น ดูกว้างขึ้น หลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่หนาหนัก และ มีขนาดใหญ่ คับห้อง จะทำให้ห้องดูแคบและอึดอัดไม่สบายตา
การใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นแบบเอนกประสงค์ หรือหนึ่งชิ้นใช้หลายหน้าที่ แทนการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีหลายชิ้น เช่น เตียงที่มีที่ช่องเก็บของซ่อนอยู่ด้านใน, โซฟาซึ่งออกแบบให้มีลิ้นชักที่เก็บของด้านล่าง หรือการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถยืด หด และพับเก็บ หรือมีล้อเลื่อน จะช่วยประหยัดเนื้อที่ได้มาก เพราะสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อยางเหมาะสม เมื่อไม่ใช้งานก็นำไปเก็บโดยไม่เปลืองเนื้อที่
จัดการข้าวของรกกวนใจ

ความเป็นระเบียบเรียบร้อย จะทำให้ห้องคอนโดของคุณน่าอยู่ จึงควรจะมีที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ที่เพียงพอกับการเก็บของในคอนโดมิเนียม ควรใช้ตู้เก็บของ หรือ ตู้โชว์ ที่มีความลึกและ มีความยาวของตู้ที่เหมาะสม  จะดีกว่าการกั้นห้องทำเป็นห้องเก็บของ ซึ่งจะสิ้นเปลืองพื้นที่ใช้สอยมากกว่าในปริมาณการเก็บของที่มันเท่ากัน ทางที่ดีแล้วขอแนะว่าข้าวของชิ้นไหนที่ไม่จำเป็น ก็เอาไปจัดการซะ อาจนำไปรีไซเคิลเสียบ้าง เพื่อความน่าอยู่ของที่พักอาศัย
ระบายอากาศที่ดีเพื่อห้องพักน่าอยู่ เรื่องกลิ่นในห้องพักเป็นเรื่องสิ่งที่สำคัญ กลิ่นที่สะอาดไม่อับชื้น แสดงว่าห้องพักนั้นที่มีการระบายอากาศที่ดี จะเป็นห้องที่น่าอยู่ ส่วนกลิ่นอับที่ไม่พึงประสงค์นั้น มักจะมาจากการทำอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยสำหรับคนไทย ในการอาศัยอยู่ในคอนโดที่มีพื้นที่แสนจำกัดนั้น จะต้องมีการจัดเตรียมระบบปล่องดูดควันและการระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพ การเลือกใช้วัสดุสำหรับการตกแต่งภายใน ก็ควรจะคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย  ว่าเราควรจะเลือกใช้วัสดุ ที่ไม่เก็บกลิ่นอับ ทำความสะอาดได้ง่าย เช่น วัสดุที่มีพื้นแข็ง เช่น พื้นไม้ พื้นกระเบื้อง หลีกเลี่ยงการใช้ พื้นพรม ส่วนในพื้นที่ที่ต่อเนื่องกับบริเวณ Pantry โต๊ะเก้าอี้ ควรใช้วัสดุจำพวกผ้าเท่าที่จำเป็น วัสดุจำพวกหนัง จะเช็ดทำความสะอาดได้ดีกว่า

       ด้วยเทคนิคง่ายๆ เหล่านี้ที่แนะนำมาข้างต้น หวังว่าคุณจะสนุกกับการตกแต่งพื้นที่เล็กๆอย่างคอนโดมิเนียม ในแบบที่เป็นตัวคุณ เพื่อให้ทุกวันเป็นวันแห่งความสุขและอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน



ที่มา Meedee

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

จัดสวนริมระเบียงคอนโดอย่างไรให้สวย

จัดสวนริมระเบียงคอนโดให้สวย

จัดสวนในคอนโดมิเนียมอย่างไรกับพื้นที่ที่มีเพียงน้อยนิดเป็นคำถามที่น่าสงสัย แต่หาคำตอบได้ไม่ยาก สำหรับวันนี้เราได้นำเคล็ดลับดีๆมาฝากกัน ที่จะแนะนำทุกคนทุกท่านให้สามารถจัดสวนในคอนโดหลังน้อย ได้เป็นอย่างดี และลงตัวง่ายๆกับเคล็ดลับเหล่านี้

เริ่มแรกก็สำรวจพื้นที่ของเราก่อน
         ตรวจสอบตำแหน่ง "ท่อระบายน้ำฝน" และวัดระดับของพื้นระเบียงว่าต่ำกว่าพื้นภายในห้องเท่าใดไว้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการจัดตำแหน่ง เพราะตำแหน่งของท่อระบายน้ำนั้น สัมพันธ์ต่อการจัดวางตำแหน่งของกระบะต้นไม้หรืออ่างเลี้ยงปลา ซึ่งควรจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับท่อระบายน้ำ เพื่อไม่ให้กีดขวางช่องระบายทางน้ำของระเบียง ไม่เช่นนั้น เราอาจต้องคอยแก้ปัญหาน้ำท่วมตอนทำสวนเสร็จแล้วก็เป็นได้

         ระเบียงส่วนใหญ่นั้น จะมีข้อจำกัดที่มักจะแคบและยาวรับน้ำหนักมาก ๆ ไม่ได้ บางครั้งก็มีชายคาเป็นตัวกำหนดความสูงของต้นไม้ที่ราจะนำมาปลูก  ระเบียงห้องยังเป็นทางผ่านของแสงธรรมชาติที่สามารถสาดส่องแสงเข้าห้องเราอีก หากปลูกต้นไม้มากจนเกินไป อาจบังแสงทำให้ห้องมืด การจัดสวนระเบียงจึงต้องจัดให้พอดีกับขนาดพื้นที่ ไม่ควรเลือกต้นไม้ที่กินพื้นที่มากเกินไป ควรจะกำหนดรูปแบบการใช้งานให้ชัดเจน ว่าจะใช้นั่งนอนเอกขเนก หรือจะไว้แค่ชมวิวชั่วครั้งคราว หรือไม่ก็เอาไว้ชื่นชมความงามภายในห้อง เพื่อให้สวนของเราได้ตอบสนองความต้องการ สวนในพื้นที่ขนาดเล็กไม่ควรมีจุดเด่นที่มากเกินไปในสวน เพราะจะทำให้ดูเลอะเทอะ ซ้ำยังบั่นทอนความสวยงามของสวนให้ลดลงอีกด้วย

ข้อจำกัดของพื้นที่แนวราบน้ำ
         มีวิธีที่น่าสนใจโดยเลือกใช้ "พื้นที่แนวตั้ง" คือ พื้นที่ผนังกั้นระหว่างระเบียงของเรากับเพื่อนบ้านข้างเคียง อาจเลือกใช้ไม้ฝาสังเคราะห์ หรือกรุกระเบื้องแบบหินธรรมชาติ หรืออาจจะตีไม้ระแนงเว้นร่องก็ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับผนังได้ไม่น้อย การเลือกใช้วัดสุที่ดูเป็นธรรมชาตินี้ก็จะช่วยให้สวนของเรามีบรรยากาศที่ผ่อนคลายยิ่งขึ้น ยามเราเหนื่อยล้า พื้นที่ส่วนนี้เราสามารถติดตั้งชั้นวางที่ขนาดและสัดส่วนพอเหมาะกับผนัง ขนาดของชั้นควรกว้างประมาณ 15 – 20 ซม. สำหรับวางต้นไม้กระถางเล็ก ๆ หรือของตกแต่งดินเผาน่ารัก ๆ ก็ได้

พื้นระเบียง
         สำหรับพื้นระเบียงนั้น อาจจะเลือกใช้พื้นไม้หรือแผ่นพื้นไม้สำเร็จรูปก็มีให้เลือกใช้มากมาย หากเลือกใช้ไม้พื้นก็ต้องวางต้นไม้เหนือบริเวณพื้นก่อนที่จะปูไม้พื้นลงไป ให้ระยะห่างระหว่างตรงแต่ละตัวประมาณ 50 ซม. เพื่อระบายน้ำฝน ส่วนความหนาของไม้พื้นก็มักอยู่ที่ 1 – 1.5 นิ้ว แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยากอาจเลือกใช้แผ่นไม้พื้นสำเร็จรูปก็ได้ แต่ถ้าไม่ชอบไม้กระเบื้องดินเผาก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ การปูพื้นไม่จำเป็นที่จะต้องปูเต็มพื้นที่จะเว้นช่องไว้โรยกรวดบ้างก็ได้ ยิ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายด้วยการเล่นวัสดุ แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด คือ เมื่อปูพื้นแล้วพื้นระเบียงมันไม่ควรจะสูงมากกว่าพื้นภายในห้อง มิฉะนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาน้ำฝนไหลเข้าห้องได้เวลาฝนตก

เลือกต้นไม้
         ก่อนที่จะปลูกต้นอะไร เราต้องรู้ก่อนว่าระเบียงของเรานั้น มีสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร หากระเบียงของเราได้รับแดดไม่เต็มวัน ก็ต้องเลือกต้นไม้ที่สามารถอยู่รอดได้จำพวกไม้ทนร่ม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นไม้ใบชนิดต่าง ๆ เช่น เฟิร์น จั๋ง สาวน้อยประแป้ง เดหลี ฯลฯ แต่ในทางกลับกันนั้น หากระเบียงของเราได้แดดแบบเต็ม ๆ ก็ต้องเลือกไม้ที่ทนแดดได้ดี และไม่ควรเลือกต้นไม้ที่มีใบขนาดใหญ่มากเกินไป เพราะนอกจากจะกินพื้นที่แล้วของระเบียงแล้ว ลมบนตึกสูงจะพัดทำให้ใบฉีกขาดอีกด้วย แนะนำไม้ที่สามารถตัดแต่งพุ่มได้อย่างแก้ว หรือชาปัตตาเวียก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับสวนระเบียง ในพื้นที่เดียวกัน สวนจะน่าสนใจถ้าหากคุณเลือกพันธุ์ไม้ที่แตกต่างกันทั้งไม้ทรงสูง ไม้พุ่มขนาดกลาง และไม้คลุมดินเพื่อเลียนแบบลักษณะในธรรมชาติที่มีความหลากหลาย แต่ในความต่างนี้ต้องคำนึงถึงลักษณะพันธุ์ไม้ด้วย ให้มีลักษณะเดียวกัน หรือคล้ายกันอยู่ด้วยกัน เพื่อความสะดวกในการดูแล ลักษณะพันธุ์ไม้แบ่งได้ดังนี้ ไม้ที่ชอบแสงรำไร ไม้น้ำ ไม้ชอบแสงแดด ไม้อวบน้ำ และกล้วยไม้
เตรียมต้นไม้ก่อนปลูก
         เมื่อเลือกซื้อต้นไม้ได้แล้ว ต้นไม้ที่ซื้อมาใหม่ ๆ ยังไม่ควรนำมาปลูกทันที แต่ควรช่วยต้นไม้ตั้งตัวได้ซะก่อน โดยการนำออกจากถุงดำหรือกระถางมาพักไว้ในที่มีแดดรำไรสักหนึ่งคืน รดน้ำให้ชุ่มแล้วค่อยนำไปปลูกในกระถางในวันถัดไป ต้นไม้ที่มาจากร้านค้าส่วนใหญ่ ถูกปลุกในวัสดุเพราะชำมากกว่าปลูกในดิน ดังนั้น เมื่อเราจะปลูกลงกระถางก็ควรจะเปลี่ยนมาปลูกในดินที่เหมาะกับชนิดของ ต้นไม้ใหม่ทุกครั้ง

จัดวางต้นไม้ให้สวย
         การจัดวางที่เหมาะสม กับความสูงที่ลดหลั่นกัน ด้านหลังวางต้นไม้สูง ด้านหน้าวางต้นเตี้ยเหมือนกับธรรมชาติ ช่วยเพิ่มมิติในการมองบรรยากาศ การเรียงไม้กระถางที่อยู่ริมกระบะหรือชิดขอบกับทางเดินให้เอียงเล็กน้อย กิ่ง ก้าน ใบที่ยื่นล้ำออกมาจากแนวขอบจะทำให้สวนของเราดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น กระถางที่เลือกใช้ในการจัดสวนจะเลือกแบบเรียบ ๆ ควรจะมีสีเดียวอย่างดินเผาเพื่อพรางตัวของกระถางไม่ให้ดูเด่นสะดุดตาหรือก่อกระบะต้นไม้ จากอิฐบล็อกประสาน , อิฐมอญ หรือไม่หมอนเพื่อพรางสายตาก็ได้ แต่ในกลับกันแทนที่เราจะวางกระถางหลบ ๆ เราสามารถสร้างความต่างจากกระถางที่เลือกใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง สีสัน หรือวัสดุที่แตกต่างกันเมื่อนำมาอยู่รวมกันจะสร้างความน่าสนใจ สำหรับมือใหม่หัดจัดสวนอย่างเรา ๆ การเลือกโทนสีแค่ 2 – 3 สี น่าจะช่วยป้องกันไม่ให้สีในสวนของเราเลอะเทอะเกินไป

ที่มา : cmc.co.th

บัญญัติ 7 ประการของชาวคอนโด

ข้อบัญญัติ 7 ประการของชาวคอนโด

        หลายคนอาจจะคิดว่า การอยู่คอนโดนั้นเป็นอิสระ ส่วนตัวดี ห้องใครห้องมัน ปิดประตูใส่กลอนล็อคกุญแจ รูดผ้าม่านหน้าต่างปิดมิด กันสายตาที่สอดรู้สอดเห็น ที่นี้คุณจะทำอะไรก็ได้ จะหกคะเมนตีลังกาใส่ผ้าหรือถอดผ้า แต่อาจจะมีบางคนไม่รู้เลยว่า ถ้าหากอยู่บ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์ แล้วค้างค่าน้ำค่าไฟ ก็จะถูกตัดน้ำตัดไฟ หรือโทรศัพท์ก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าคุณอยู่คอนโดมิเนียมอาจจะหนักกว่านี้ คือไม่เพียงถูกตัดน้ำตัดไฟ อาจจะถูกล็อคห้องไม่ให้คุณนั้นเข้าไปใช้ประโยชนอีกด้วย และนี่เป็นเรื่องจริง ที่ทางนิติบุคคลอาคารชุด ได้มีสิทธิตามกฎหมายที่จะทำ และเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น แล้วถ้าหากถึงที่สุดแล้ว ทางนิติบุคคลอาคารชุดจะเข้ามายึดทรัพย์ในห้องชุดไปขายหรือกระทั่งการบังคับขายห้องชุดห้องใดห้องหนึ่งเพื่อชำระหนี้ยังอยู่ในขอบข่ายอำนาจทางกฎหมายที่นิติบุคคลอาคารชุดมีสิทธิทำได้อีกด้วย โอ้โห!ไหงเป็นอย่างงั้นได้

        คุณต้องอาศัยศึกษาข้อกฎหมายบ้าง มาดู ก่อนอื่นพึงรู้ว่า การอยู่อาศัยในอาคารห้องชุดหรือคอนโดมิเนียมนั้น มีกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง คือ พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 กฎหมายนี้ได้กำหนดเรื่องราวของนิติบุคคลอาคารชุดไว้รอบด้านเลยทีเดียว

  • การเป็นเจ้าของร่วมกัน
  • ความรับผิดชอบร่วมกัน
  • การบริหารจัดการ
  • อำนาจและบทบาทของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด
  • ระเบียบพื้นฐานที่คนคอนโดฯ ต้องทำตาม
  • อำนาจบังคับชำระหนี้
  • คนอยู่คอนโดฯ ใจต้องโตกว่าตึก


ชีวิตของคนคอนโด ต้อง "โตแล้ว" ซึ่งความหมาย คือ ต้องสามารถบังคับใจของตนเองให้อยู่ในกฎระเบียบ เพื่อส่วนรวมเป็นเบื้องต้น และให้ความร่วมมือกับส่วนรวม เพื่อโน้มน้าวชักชวนเพื่อนร่วมคอนโดฯเดียวกันให้ปฏิบัติเพื่อส่วนรวม อันหมายถึง การปฏิบัติทำตามข้อกำหนดของอาคารชุดอย่างครบถ้วน

ประโยชน์ที่ได้รับคือ ความผาสุกของชาวคอนโด และความเจริญของตัวอาคาร และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ภายในโครงการที่เป็นทรัพย์สินส่วนกลางหรือสมบัติร่วมกัน ควรระลึกถึงก่อนและหลังเข้าไปอยู่คอนโดก็คือ "อยู่ตึกคอนโดฯ ใจต้องโตกว่าตึก"

บัญญัติ 7 ประการของชาวคอนโด

จุดเริ่มต้นก็คือ
        การที่เข้ามาเป็นเจ้าของร่วมกัน นั่นคือผู้อยู่อาศัยภายในคอนโด นอกจากเป็นเจ้าของห้องชุดที่ซื้อแล้ว ยังจะเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินส่วนกลางต่าง ๆ อีกด้วย

"มาตรา 14 กรรมสิทธิ์ส่วนที่เป็นเจ้าของร่วมกันในทรัพย์ส่วนกลาง ให้เป็นไปตามอัตราส่วนระหว่างราคาของห้องชุดกับราคารวมของห้องชุดทั้งหมดนั้นในขณะที่ขอจดทะเบียนอาคารชุด"

อันดับที่ 2
        ความรับผิดชอบ การเป็นเจ้าของมักจะมาควบคู่กับความรับผิดชอบเสมอ ไม่ว่าจะเป็นห้องชุดหรือการถือสิทธิ์การเป็นเจ้าของ "ผู้หญิงของผม" หรือ "ผู้ชายของฉัน" กฎหมายนี้กำหนดให้มีสิทธิ์เป็นเจ้าของร่วมกันในทรัพย์ส่วนกลาง และก็กำหนดความรับผิดชอบมาพร้อมกัน

"มาตรา 18 เจ้าของร่วมก็ต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่าย ที่เกิดจากการบริการส่วนรวม และที่เกิดจากเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามส่วนของการใช้ประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด ทั้งนี้ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับข้างต้น เจ้าของร่วมก็ต้องร่วมกันออกค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลและดำเนินการที่เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนกลางตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนได้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา14"

อันดับที่ 3
        การบริหารและจัดการ ในทางปฏิบัตินั้นย่อมไม่ได้เรื่อง ถ้าให้ผู้ซื้อห้องชุดต้องมาบริหารจัดการในเรื่องต่างๆ ตามมาตรา 18 เอง ดังนั้นจึงต้องให้นิติบุคคลมาจัดการในเรื่องต่างๆนั้น และต้องให้อำนาจตามที่ควรจะเป็น อาทิ

"มาตรา 33 นิติบุคคลอาคารชุดที่ได้มีการจดทะเบียนตามมาตรา 31 ให้มีฐานะสิทธิเป็นนิติบุคคล นิติบุคคลอาคารชุดจะมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการ และดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำสิ่งใด ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้แล้วตามมติของเจ้าของร่วมภายใต้การบังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้"

อันดับที่ 4
        อำนาจและบทบาทหน้าที่ของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด นิติบุคคลอาคารชุดจะต้องมีคนบริหารจัดการ เรียกว่า "ผู้จัดการ" ผู้จัดการคนนี้มีอำนาจมากทีเดียวล่ะ

"มาตรา 35 ให้นิติบุคคลอาคารชุด มีผู้จัดการคนหนึ่ง ซึ่งจะเป็นบุคคลธรรมดา เจ้าของอาคารหรือนิติบุคคลก็ได้ ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้จัดการ ให้นิติบุคคลนั้นแต่งตั้งบุคคลธรรมดาคนหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการ แทนนิติบุคคลในฐานะผู้จัดการ"

มาตรา 36 ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(1) ปฏิบัติการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 33 หรือ มติของที่ประชุมเจ้าของร่วม หรือคณะกรรมการนั้นตามมาตรา 37 ทั้งนี้ โดยไม่ขัดต่อข้อบังคับ
(2) ในกรณีจำเป็นและเร่งด่วน ให้ผู้จัดการที่มีอำนาจ โดยความริเริ่มของตนเองจัดการในกิจการ เพื่อความปลอดภัยของตัวอาคาร ดังเช่นวิญญูชนจะพึงรักษาและจัดการทรัพย์สินของตนเอง
(3) เป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุด
(4) หน้าที่อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ผู้จัดการต้องปฏิบัติกิจการในหน้าที่ด้วยตนเอง เว้นแต่กิจการ ซึ่งตามข้อบังคับหรือมติของที่ประชุมเจ้าของร่วมตามมาตรา 48 (3) กำหนดให้มอบหมายให้ผู้อื่นทำ แทนได้

อันดับที่ 5
        ระเบียบพื้นฐานที่คนคอนโด ต้องทำตาม รักจะอยู่อาคารชุดก็ต้องเคารพระเบียบกฎเกณฑ์ของอาคารชุด ซึ่งมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ตั้งแต่ระบุไว้ใน พ.ร.บ. อาคารชุด หรืออยู่ในระเบียบนิติบุคคลอาคารชุด อาทิเช่น

"มาตรา 40 ให้เจ้าของร่วมชำระเงินให้แก่นิติบุคคลอาคารชุดเพื่อดำเนินกิจการของนิติบุคคลอาคารชุด ดังต่อไปนี้ (1) เงินค่าใช้จ่ายของนิติบุคคลอาคารชุดที่เจ้าของแต่ละห้องชุดจะต้องชำระล่วงหน้า (2) เงินทุนเมื่อเริ่มต้นกระทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งตามข้อบังคับ หรือตามมติของที่ประชุมใหญ่ (3) เงินอื่นเพื่อปฏิบัติตามมติของที่ประชุมใหญ่ ภายใต้เงื่อนไขซึ่งที่ประชุมใหญ่กำหนด"

อันดับที่ 6
        อำนาจบังคับชำระหนี้ เพื่อป้องกันและแก้ไขการไม่ให้ความร่วมมือในการออกค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลาง กฎหมายอาคารชุดได้ให้อำนาจนิติบุคคลอาคารชุดไว้แล้ว และอย่าลืมว่า ผู้จัดการฯ มักจะเป็นผู้ใช้อำนาจนั้น

"มาตรา 41 เพื่อประโยชน์ในการบังคับชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ให้นิติบุคคลอาคาร ชุดมีบุริมสิทธิ ดังนี้
(1) บุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับ บุริมสิทธิตามมาตรา 259 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าของห้องชุดนั้นนำมาไว้ในห้องชุดของตน
(2) บุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง ให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับ บุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคล ของแต่ละเจ้าของห้องชุด บุริมสิทธิตาม (2) ถ้าผู้จัดการได้ส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วให้ถือว่าอยู่ในลำดับก่อน จำนอง"

ขยายความให้ชัดเจนก็คือนิติบุคคลอาคารชุดมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่าง ๆ ในห้องชุดเหนือกว่าเจ้าของห้องชุดแต่ละห้องด้วยซ้ำ และเหนือกว่าเจ้าหนี้ทุกราย  อำนาจเช่นนี้แหละ ที่เอื้อให้นิติบุคคลอาคารชุดในทางปฏิบัติก็คือ ผู้จัดการอาคารชุดสามารถ "บังคับ" เจ้าของอาคารชุด ให้รับผิดชอบภาระหน้าที่ของตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินค่าบำรุงส่วนกลาง การจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์และอื่น ๆ ทั้งนี้โดยมีคณะกรรมการควบคุมการจัดการนิติบุคคลอาคารชุดดูแล โดยมีการประชุมใหญ่ หรือประชุมเจ้าของร่วมทั้งหมดหนุนหลังในขั้นสุดท้าย และเมื่อพิจารณาลักษณะการประชุมใหญ่แล้ว ก็สามารถสนับสนุนการ "บังคับ" ต่าง ๆ ได้

อันดับที่ 7
        คนอยู่คอนโดใจต้องโตกว่าตึก ว่าไปแล้วปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมสูงระฟ้า และการแก้ไขปัญหาไม่ใช่อยู่ที่นิติบุคคลอาคารชุด และผู้จัดการอาคารชุดมีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ แต่อยู่ที่มีศักยภาพทำให้อำนาจนั้นมีผลบังคับหรือไม่ หรือว่าไปแล้วปัญหาอยู่ที่ ผู้คนที่อาศัยในอาคารชุดใหญ่โตโอฬาริกนั้น มีวุฒิภาวะมากพอหรือโตพอแล้วหรือยัง ความผาสุขของชุมชนระฟ้าจะสมบูรณ์สวยงาม หรือขาดวิ่นเว้าแหว่งก็ขึ้นอยู่กับคนในคอนโด เองว่าจะทำตาม "บัญญัติ 7 ประการ" นี้หรือไม่ ทั้งนี้มี ใจที่โตพอ รับผิดชอบและเสียสละพอเป็นแกนกลาง

ติดตามข่าวสารของคอนโด โครงการคอนโดใหม่ได้ที่  http://home.sanook.com/6559/
ขอบคุณข้อมูลดีที่เอามาแชร์ จาก : cmc.co.th
ที่มา : propertytothai

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เคล็ดลับแนะนำก่อนซื้อบ้าน - คอนโดหลังแรก

 ข้อแนะนำ ก่อนซื้อบ้าน คอนโดหลังแรก

              ข้อมูลบางส่วนของไมเคิล ไอเซนเบิร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล จากเว็บไซต์ฟิเดลิตี้ กองทุนใหญ่อันดับหนึ่งของสหรัฐ ในหัวเรื่อง "เคล็ดลับแนะนำผู้บริโภคซื้อบ้านหลังแรก" เพื่อช่วยให้คนไทยที่อยากซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดมิเนียมหลังแรกเพื่อไว้เป็นของตัวเอง โดยฉบับนี้ไอเซนเบิร์กนั้น ยังมีคำแนะนำอีกส่วนหนึ่งที่เหลือ มาฝากให้กับคนไทยทั้งในและต่างประเทศได้นำข้อมูลของเขา ไว้ไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อตั้งข้อสังเกตให้คำนึงฉุกคิด และผู้ที่เริ่มต้นจากพื้นฐานไม่มีความแน่ใจเลย หรือไม่รู้อะไรเลย และต้องใคร่ครวญสังเกตให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้าน

1. "ต้องมีเงินออมเผื่อฉุกเฉิน" เป็นอีกไอเดียหนึ่งที่เตือนใจก่อนให้ความเห็นในแง่บวกของไอเซนเบิร์กที่ว่า หากคุณมีเงินสดอยู่ในมือเพียงพอแล้ว ที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตนาน 3-6 เดือน นั่นหมายถึงการที่ได้ก้าวเข้าใปใกล้สถานะเตรียมตัวเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดได้แล้ว แต่ไอเซนเบิร์ก ก็ขอให้ผู้บริโภคคนไทย นึกถึงเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่ดี ที่จะทำให้รายได้ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องนั้น เกิดสะดุดติดขัด เช่น กรณีเจ็บป่วยรุนแรง การปลดพนักงาน หรือแม้แต่หายนะภัย ซึ่งเป็นเหตุไม่คาดฝัน ทำให้คุณไม่สามารถทำงานและหารายได้ตามปกติ คุณต้องแน่ใจก่อนว่านะว่ายังมีเงินรองรัง ช่วยให้การชำระหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยไม่สะดุด และสามารถผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากไปได้

2. "สามารถควบคุมหนี้ไม่ให้บานปลายได้" บรรดาสถาบันการเงินต่างๆ ที่เป็นเจ้าหนี้ปล่อยกู้ทุกวันนี้ เครือข่ายมีระบบที่สร้างความมั่นใจได้ว่า ลูกหนี้หรือผู้ซื้อบ้านต้องการเงินกู้ มีเงินเพียงพอแต่ละเดือนเพื่อชำระหนี้ ดังนั้น ก่อนที่บรรดาธนาคารหรือสถาบันการเงินแหล่งอื่นเป็นเจ้าหนี้อนุมัติสินเชื่อให้ ลูกหนี้ ต้องพิจารณาสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของผู้กู้เสียก่อน แต่โดยทั่วไปแล้ว ไอเซนเบิร์กต้องการให้ลูกหนี้นั้น ประเมินตัวเองเสียก่อน เพื่อให้แน่ใจได้ว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเฉพาะบ้านหรือคอนโด ซึ่งรวมถึงเงินโอน ดอกเบี้ยกับภาษีอีกทั้งเงินประกันภัย หากรวมแล้วต้องไม่มากเกินกว่า 33% ของรายได้รวมในแต่ละเดือน ขณะที่ภาระหนี้ที่ต้องผ่อนในแต่ละเดือน ซึ่งหนี้เหล่านี้รวมถึงหนี้ที่ต้องผ่อนบ้าน หนี้บัตรเครดิต หนี้เพื่อการศึกษา และหนี้ต้องผ่อนชำระค่ารถยนต์ ต้องต่ำกว่า 38% ของค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ดังนั้นเป็นไอเดียที่ดีกว่า หากผู้คิดจะซื้อบ้าน ซึ่งเดิมมีหนี้ก้อนใหญ่จะพยายามลดมูลหนี้ให้น้อยลง ก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อเพื่ออสังหาริมทรัพย์ และต้องมั่นใจก่อนว่าตัวเองมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะขอเงินกู้ได้มากตามความ จำเป็น

3. "แน่ใจได้หรือยังประวัติเครดิตขอสินเชื่อไม่มีปัญหา" ในต่างประเทศ ณ ตอนนี้ ผู้ขอกู้ซื้อที่อยู่อาศัย ไม่จำเป็นจะต้องมีประวัติการขอสินเชื่อที่ดี 100% เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับอนุมัติเงินกู้ซื้อบ้าน แต่แค่มีประวัติการเงินพอใช้หรือผ่านได้ก็สามารถช่วยให้ผู้ขอกู้ ได้ดอกเบี้ยที่ต้องผ่อนค่าชำระลดลง และจำนวนเงินที่ต้องผ่อนในแต่ละเดือน ผ่อนได้น้อยลงด้วย ในประเทศสหรัฐ คนไทยที่พักอยู่ ก็ได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐ ให้ตรวจสอบประวัติทางการเงินของตัวเองได้ทุกปีจากเว็บไซต์ annualcreditreport.com โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิน โดยข้อมูลที่เข้าไปตรวจสอบเป็นข้อมูลที่ได้จากเครดิตบูโรสำคัญ 3 แห่ง ดังนั้น ผู้บริโภคที่อยากจะขอกู้เงินซื้อที่อยู่อาศัยนั้น ก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลซึ่งบรรดาสถาบันทางการเงิน ก็ใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบเช่นกัน ก่อนที่จะตัดสินใจให้เงินกู้ คำแนะนำในข้อนี้จะช่วยให้ผู้ขอกู้ เพิ่มความระมัดระวังในการขอสินเชื่อของตัวเอง ซึ่งอาจมีผลต่อให้ การตัดสินใจของผู้ให้กู้ได้

4. "ซื้อที่อยู่อาศัยควรถือครองสิทธิไว้ให้นานที่สุด" ข้อนี้เป็นการเตือนใจให้ผู้คิดที่จะซื้อบ้านหรือคอนโดว่า พร้อมหรือทำใจยังว่าการมีบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเอง ควรจะอยู่ให้นานอย่างน้อย 3-5 ปีได้หรือไม่ และต้องคำนึงถึงระยะเวลาด้วยว่า จะทำที่พักอาศัยให้เรียบร้อยลงตัว ก่อนที่คิดจะทำธุรกรรมขายต่อได้หรือไม่ เพราะถ้าขายก่อนเวลาอันสมควร ผู้ซื้ออาจจะขาดทุนจากธุรกรรมได้ ในต่างประเทศอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา หากผู้ซื้อคิดหาทำกำไรกลับคืนจากการซื้อที่อยู่อาศัย เจ้าของบ้านนั้นจะต้องจ่ายภาษีจากกำไรที่ขายได้ แต่หากพักอาศัยอยู่ในบ้านไม่ถึง 2 ปี ระยะเวลาในการพักอาศัยจึงสำคัญมาก และถ้าคิดว่าตัวเองไม่สามารถพักอาศัยได้นาน ผู้ซื้ออาจจะคิดอีกทางหนึ่งคือซื้อเพื่อธุรกิจให้เช่าจะดีกว่า

5. "ฉลาดเตรียมตัวที่จะเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์" ไอเซนเบิร์กได้พูดเตือนว่า แม้คุณนั้นสามารถซื้อหรือเป็นเจ้าของที่พักอาศัยได้ แต่อย่าตัดสินใจง่ายๆ เพียงเพราะมีแค่ศักยภาพการเงินที่จะซื้อ แต่ขอให้แน่ใจก่อนว่าพร้อมที่จะใช้ชีวิต และสามารถดูแลรักษาบำรุงสถานที่อยู่อาศัยได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ในเมื่อการเป็นเจ้าของที่พักอาศัย หากเกิดชำรุดเสียหาย ผู้ซื้อหรือเจ้าของต้องเป็นคนจัดการ และต้องจ่ายเงินให้ช่างซ่อมแซมแทน นอกจากนี้เจ้าของหรือผู้ซื้อ ยังต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายการดูแลบ้านเป็นประจำอีกด้วย ซึ่งรวมถึงงานบำรุงรักษาบ้านหลังเล็กๆ ของคุณ ในกรณีที่คุณซื้อที่พักอาศัยในต่างประเทศ ขอให้นึกถึงอนาคตหลังการซื้อว่า มีเวลากับพลังและความมุ่งมั่นที่จะดูแลอสังหาริมทรัพย์ของตัวเองอย่างจริงจังหรือไม่

6. "ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม" คือคำแนะนำสุดท้ายที่ไอเซนเบิร์กอยากให้คนไทยในสหรัฐ เข้าไปตรวจสอบหาข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จากเว็บไซต์  360financialliteracy.org ของ American Institute of Certified Public Accountants' หรือ เอไอซีพีเอ โดยคุณสามารถเข้าไปในเว็บไซต์ข้างต้น เพื่อดูประเด็นและหัวข้อเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลของคุณ เพื่อหาข้อมูลหรือทางเลือก ที่จะช่วยจัดการบริหารทางการเงินของตัวเองได้ สำหรับเวบไซต์ของเอไอซีพีเอนั้นรวบรวมบทความ วิธีการคำน  วณ และเครื่องมืออื่นๆ ที่ช่วยให้คนไทยในสหรัฐและในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก รอบคอบและระวังทุกๆ ด้าน ก่อนตัดสินใจควักเงินซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรกในชีวิตของตัวเอง


ขอบคุณ : cmc.co.th
บทความจาก : thaihomemasterm
โดย ดร.ศุภวิศวร์ ปัญญาสกุลวงศ์ และ คุณกฤษณ์ แย้มสระโส

The Diplomat Sathorn คอนโดหรู ใจกลางเมือง แหล่งธุรกิจที่สาทร

The Diplomat Sathorn  คอนโดหรู ใจกลางเมือง แหล่งธุรกิจที่สาทร 


คอนโดมิเนียมที่เหมาะกับคนใช้ชีวิตในเมือง ทำงานหรือมีลูกๆเรียนในละแวกย่านสีลม สาทร ไปมาด้วยรถไฟฟ้าเป็นหลัก หรือเลือกเดินทางด้วยรถในเวลาไม่เร่งรีบ ขึ้นทางด่วนออกเมือง หรือใช้สาทรเข้าเมืองก็สะดวก ใกล้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ชอบความหรูหราและส่วนกลางที่จัดเต็ม โครงการคอนโดใหม่ใจกลางเมืองที่สาทรกับ The Diplomat Sathorn เป็นโครงการที่ 3 ของ KPN ที่เคยพัฒนาโครงการอย่าง The Capital ราชปรารภ-วิภาวดี และ The Capital เอกมัย-ทองหล่อ โดยตอนนี้ก็ขยับมาจับ Prime Location ที่สาทร ติดรถไฟฟ้าสุรศักดิ์ โดยมี Sales Gallery ตั้งอยู่ทีเดียวกับที่ตั้งโครงการ ติดกับโรงแรม Mode สาทร เราลองมาดูรายละเอียดเลย

รายละเอียดของโครงการ
ชื่อโครงการ : เดอะ ดิโพลแมท สาทร / THE DIPLOMAT SATHORN
เจ้าของโครงการ : เค.พี.เอ็น. กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น / KPN Group Co., Ltd. (ขายโดย CBRE)
คอนโดมิเนียม : แบบ SUPER LUXURY CLASS High Rise 1 อาคาร 38 ชั้น 192 ยูนิต
ที่จอดรถ : 100% – 192 คัน ไม่รวมจอดซ้อนคัน
ที่ดินทั้งหมดโดยประมาณ : 1-2-12ไร่
ลักษณะห้องและขนาดห้อง :
             1 Bedroom  /  40 – 52 ตารางเมตร
             2 Bedrooms  /  59 – 76.5 ตารางเมตร
             3 Bedrooms + Penthouse  /  85.5 – 205 ตารางเมตร
ที่จอดรถทั้งหมด : 192 คัน คิดเป็น 100%
โซน : สาทร, สุรศักดิ์, เจริญราษฎร์
ที่ตั้ง : ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ
ขนส่งสาธารณะ :  รถไฟฟ้า BTS สุรศักดิ์, ทางด่วนสาทร ทางด่วนถนนจันทน์
รถโดยสารที่ผ่าน : n/a
กำหนดการ :  n/a
ปีที่สร้างเสร็จ : พ.ศ. 2559
ราคาเริ่มต้นประมาณ : 9 ล้านบาท
ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรประมาณ 200,000 บาท
สิ่งอำนวยความสะดวก : 
             – สระว่ายน้ำ ขนาด 28 x 7 ม. พร้อมสระเด็ก
             – ฟิตเนส
             – รปภ. และ CCTV
             – ประตู Key Card
             – สวนหย่อม
สถานที่สำคัญใกล้เคียง :
ห้างสรรพสินค้า
             1. เซ็นทรัล สีลม คอมเพล็กซ์
             2. ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน บางรัก
             3. บ้านสีลม
             4. ท็อปส์ มาร์เก็ตเพลส (สาขาสีลม)
             5. วิลล่า มาร์เก็ต (สาขาสีลม ซอยพิพัฒน์)
             6. ฟู้ดแลนด์ (สาขาพัฒน์พงศ์)
             7. ท็อปส์ ซุปเปอร์ (สาขาเซนต์หลุยส์/บางรัก)
โรงเรียน
             1. โรงเรียนเซนต์หลุยส์
             2. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน
             3. โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก
             4. โรงเรียนอัสสัมชัญ คอนแวนต์
             5. โรงเรียนอัสสัมชัญ พาณิชยการ
             6. โรงเรียนอนุบาลเปล่าประสิทธิ์
โรงพยาบาล
             1. โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์
             2. โรงพยาบาลเลิดสิน
             3. โรงพยาบาลมเหสักข์
             4. โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน
             5. โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
โรงแรม
             1. โรงแรมแชงกรีล่า
             2. โรงแรมโอเรียลเต็ล
             3. โรงแรมเลอบัว
             4. โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ แบงคอก สีลม
             5. โรงแรม อีสติน แกรนด์
             6. โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟีนิกซ์ สีลม
             7. โรงแรม โหมด สาทร

แผนที่จากทางโครงการ



สำหรับถนนสาทรช่วงสถานีบีทีเอสสุรศักดิ์นั้นเป็นช่วงที่อยู่ใกล้กับสะพานตากสินหรือบางท่านจะชินกับคำว่าสะพานสาทร ที่จะข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังฝั่งธนบุรี เป็นสะพานที่รถติดกระหน่ำสุดๆในช่วงเช้าเย็น โดยเฉพาะน้องๆเปิดเทอมกัน สาหัสมาก ยังดีที่มีสถานีรถไฟฟ้าคอยให้บริการเพื่อบรรเทาการจราจรอยู่ สถานีที่ขนาบสถานีสุรศักดิ์อยู่คือสถานีสะพานตากสินและสถานีช่องนนทรี นับตั้งแต่ทางลงสะพานตากสินเข้าสู่ถนนสาทรเหนือมา จะเห็นอาคารสูงรายล้อมสองฝั่งขนานถนนสาทรไปเรื่อยๆ บริเวณนี้นับว่าเป็นใจกลางเมืองเพียงข้ามสะพานตากสินมา ความหนาแน่นของโรงเรียนจะค่อนข้างเยอะ พอถัดเข้าช่วงใกล้ถนนพระราม 4 จะเน้นอาคารสำนักงานซักส่วนใหญ่

คงจะต้องบอกว่า การคมนาคมบริเวณ BTS สุรศักดิ์นี้ เป็นหนึ่งในจุดที่ควรจะเลี่ยงเอามากๆของกรุงเทพมหานคร เพราะเป็นจุดที่ “เข้าง่ายออกยาก” มีสะพานสาทร ที่รถติดทุกวัน หางแถวยาวเป็นกิโล รถจากฝั่งพระนครจะไหลมาจากสีลม ผ่านมาทางถนนสุรศักดิ์และซอยย่อยอื่นๆ จากพระราม 4 จากนราธิวาสฯ จากถนนจันทน์ จากรัชดา รวมไปถึงจากทางด่วนลงสีลม กรูกันเข้ามาเพื่อที่จะข้ามสะพานสาทร ในขณะที่รถจากฝั่งธนก็เทเข้ามาฝั่งนี้ไม่น้อยเหมือนกัน ทำให้การจราจรตรงนี้ติดหนักอย่างเลี่ยงไม่ได้

หนำซ้ำ ถนนสาทรช่วงนี้ ที่กลับรถมีแค่ตรงหน้าโรงพยาบาลบางรัก กลับรถที่สี่แยกสาทร-นราธิวาสไม่ได้ (นี่ยังไม่ได้พูดถึงรถจากสี่แยกอีกนี้นะ) กลับรถที่แยกสาทร-สุรศักดิ์ก็ไม่ได้ ถนนหลายจุดถูกปรับเป็นวันเวย์ในเวลาโรงเรียนเข้า-เลิก ทั้งโรงเรียนอัสสัมชัญฝั่งสาทรใต้และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฝั่งสาทรเหนือ ถ้าจะบอกว่าจุดที่ทำรถติดลามไปจนถึงถนนเส้นอื่นๆบริเวณนี้ที่กล่าวมา คือสี่แยกนี้ ก็คงจะไม่ผิด

ข้อแนะนำการเดินรถในทำเลนี้ต้องสังเกตให้ดีนะ ว่าเดินรถทางเดียวไหม บางจุดสามารถกลับรถได้ช่วงเวลาไม่เร่งด่วน การจราจรบนเส้นถนนสาทรติดขัดขึ้นอันดับของกรุงเทพอยู่แล้ว ยังดีที่มีทางขึ้นลงทางด่วนศรีรัชใกล้ๆทำให้ร่นระยะเวลาไปได้เยอะ

สำหรับห้องของโครงการจะแบ่งออกเป็น 4 Type

1 Bedroom ขนาด 40 – 52 ตร.ม.

2 Bedrooms ขนาด 59 – 76.5 ตร.ม.

3 Bedrooms ขนาด 85.5 – 99.5 ตร.ม. และ Penthouse ขนาด 133 – 205 ตร.ม.(เพดานสูง 4 ม. พร้อมสระว่ายน้ำเป็นแบบ Semi-indoor จำนวน 3 ยูนิต)

ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 25/10/2013
  • 1 Bedroom ชั้น 11 Type A3 ห้อง 1106 เนื้อที่ 45.00 ตารางเมตร ราคา 9,951,752 ล้านบาท หรือ 221,150 บาทต่อตารางเมตร
  • 1 Bedroom ชั้น 17 Type A2 ห้อง 1702 เนื้อที่ 42.50 ตารางเมตร ราคา 9,477,381 ล้านบาท หรือ 222,997 บาทต่อตารางเมตร
  • 2 Bedroom ชั้น 13 Type B5 ห้อง 1306 เนื้อที่ 76.50 ตารางเมตร ราคา 17,084,143 ล้านบาท หรือ 223,322 บาทต่อตารางเมตร
  • 3 Bedroom ชั้น 26 Type C1 ห้อง 2608 เนื้อที่ 85.50 ตารางเมตร ราคา 19,825,128 ล้านบาท หรือ 231,872 บาทต่อตารางเมตร
  • Fully Furnished
  • เพดานสูง 3-4 เมตร
  • จอง 1 ห้องนอน 50,000 บาท 2 ห้องนอน 100,000 บาท
  • ทำสัญญา 14 วันหลังจอง
  • ค่ากองทุน 800 บาทต่อตารางเมตร
  • ค่าส่วนกลาง 80 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน
The Diplomat Sathorn นั้นเป็นคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง ที่ติดรถไฟฟ้า โดยไม่ได้ขายเพียงแค่คำว่าใกล้ แต่เป็นคำว่า ติด เลยทีเดียวซึ่งไม่ได้แค่คำโฆษณาเท่านั้นเพราะเนื่องจากมีบันไดเลื่อนขึ้นพาดอยู่บริเวณด้านหน้าของโครงการ และยังอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจและโรงเรียนเอกชนทั้งหลาย ทางเข้าออกโครงการอยู่ติดถนนสาทร และสถานีสุรศักดิ์ในอนาคตนั้นจะกลายเป็นสถานีสุดท้ายก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังฝั่งธนฯเนื่องจากการยกเลิกสถานีสะพานตากสินเพื่อการระบายผู้โดยสารที่เร็วขึ้นจากการเปิดส่วนต่อขยาย การเดินทางไปขึ้นท่าเรือนั้นจะมี Sky Walk ที่มีทางเลื่อนอัตโนมัติเข้ามารองรับแทน ทำให้ไม่จำเป็นต้องนั่งรถไฟฟ้าไปอีกป้ายเพื่อขึ้นเรือแล้ว

สภาพชุมชนนั้น บริเวณใกล้สถานีไม่ค่อยมีสิ่งอำนวยความสะดวก หรือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยเท่าไรนัก มีเซเว่นที่เพิ่งจะเปิดได้ไม่นานที่ ชาร์ตเตอร์ สแควร์ ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารสำนักงาน โรงเรียน หรืออาคารพาณิชย์ต่างๆมากกว่า ส่วนที่อยู่อาศัยจะอยู่ลึกเข้าไปในซอย เซนต์หลุยส์ทางฝั่งสาทรใต้ และสีลมทางฝั่งสาทรเหนือ ซึ่งสภาพแวดล้อมจะแตกต่างจากถนนใหญ่มาก น่าอยู่กว่ามาก สิ่งอุปโภคบริโภคหาได้ง่ายกว่า แต่มีความเป็น Local มาก คนที่ไม่ชินอาจจะไม่ชอบ ใกล้สถานีมลพิษค่อนข้างเยอะเนื่องจากอยู่ใกล้สี่แยก และสาทรเป็นถนนเส้นใหญ่ 8 เลน ทำให้สภาพชุมชนโดยรอบของสถานีนี้ไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไร

การเดินทางด้วยรถ สะดวกมาก เพราะติดถนนใหญ่ แต่เป็นเส้นที่รถติดกันสาหัสเลยทีเดียว ช่วงเวลาเช้าเย็นหรือโรงเรียนเข้าและโรงเรียนเลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพคริสเตียนข้างๆตึกนี่ละ โชคดีหน่อยฝั่งสาทรเหนือตอนค่ำๆรถไม่ค่อยติดเท่าไหร่ แต่เวลาเร่งด่วนช่วงเช้านี่ลืมไปได้เลย แต่ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติก็ชิวๆนะ รถสะสมไม่มาก ระบายได้เรื่อยๆและยังไปขึ้นทางด่วนโดยเข้าถนนประมวญไปทะลุศรีเวียงออกสุรศักดิ์เพื่อขึ้นศรีรัชได้ไม่ยาก นอกจากช่วงเปิดเทอมที่จะอภิมหาติดแล้ว อีกช่วงคือช่วงแห่พระแม่อุมาเทวีนี่ผ่านหน้าโครงการแน่ๆ อันนี้ปิดถนนเลย ซึ่งจะมีเทศกาลนี้ทุกๆปีช่วงปลายๆปี

การเดินทางไม่ใช้รถ สะดวกสุดๆ บีทีเอสทางขึ้นที่ผ่านหน้าโครงการ อาจจะวุ่นวาย ไม่ได้เงียบสงบตามภาพ Render ที่ออกมาเพราะตามปกติ จะมีข้าวของขายริมถนน เด็กๆจะซื้อกันเพียบเลยนะ แต่ก็สะดวกมากๆ นอกจากนี้ยังมีรถแดง 7 บาทที่เดินทางไปบางรัก ท่าเรือได้อีกด้วย

วัสดุโครงการให้มาแบบจัดเต็ม รวมทั้ง Fully Furnished ของที่ให้มาก็เป็นของดี หิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย ตัววัสดุพื้นก็เป็น Engineering Wood ห้องน้ำ ให้อุปกรณ์ ก๊อกน้ำ, ฝักบัว ยี่ห้อ Kohler และสุขภัณฑ์ ยี่ห้อ Villeroy & Boch ส่วนเตรียมอาหาร ให้ชุดเคาน์เตอร์ครัว Top หิน Quartz Silestone พร้อมเตาไฟฟ้าแบบ 2 หัว และไมโครเวฟ ยี่ห้อ Kuppersbusch พร้อมชุดอ่างล้างจาน Teka , ที่ดูดควัน Teka และตู้เย็นแบบ Built-in ฝังในชุดเคาน์เตอร์ครัวยี่ห้อ Teka , เครื่องปรับอากาศ แบบ Spilt -Type ของ Daikin แบบนี้สวยงามแต่จะลำบากในการดูแล

ในเรื่องของแบบอาคารนั้นมีการนำเอากลิ่นอายของ Existing เดิมที่เป็นบ้านของเจ้าพระยามาถอดรายละเอียดไว้ในอาคารส่วน Podium และด้าน  Tower จะเป็นลักษณะ Modern ซึ่งทำให้ เวลาเดินมาระดับสายตาจะเห็นอาคารแนวคลาสิค เรียบหรู แต่เมื่อมองจากรถไฟฟ้า หรือมุมสูงนั้นจะเห็นเป็นอาคารหน้าตา Modern ในเรื่องของวิว นั้นด้านที่ติดกันกับ Mode ไม่มีเปิดวิวออกสู่ด้านนี้เลย จะมีด้านหลังที่มองไปทางทิศเหนือ ต้องหลบอาคาร  BCC ของกรุงเทพคริสเตียนซักหน่อย มาที่ห้องพักกันดีกว่า ฝ้าเพดานของโครงการจัดมาให้สูงเลยคือ 2.7-3 เมตรและ 4 เมตรใน Penthouse แต่สำหรับห้องตัวอย่าง 1 ห้องนอนนั้นไม่มีระเบียงซึ่งบางท่านที่อยู่คอนโดไม่ชอบ แต่บางท่านชอบ ต้องขยับไปดูขนาดที่ใหญ่ขึ้น ที่เห็นชัดเจนของแบบห้องที่นี่คือเรื่องพื้นที่เก็บของที่มีแทรกอยู่ให้เยอะดีนะไหนๆก็จัด Fully Furnished มาให้ ทำชั้นเก็บของมาให้ด้วยเลย นับว่าเป็นดีนะ เพราะคอนโดอยู่ๆไปของก็เยอะขึ้นแต่ที่เท่าเดิม แต่สำหรับพื้นของบางส่วนยังใช้เป็นวัสดุเดียวกันเช่นครัวและซักล้าง เป็น Engineer Wood อยู่ซึ่งจะดูแลลำบากเรื่องความชื้น

สาธารณูปโภคของโครงการจัดมาให้แบบเยอะดีนะ นอกจากมาตรฐานของคอนโดมิเนียมสมัยนี้แล้วยังมีส่วนอื่นๆที่เพิ่มความพิเศษกับโครงการ อย่าง Kid’Zone , Diplomat Club , Cigar Lounge , Oval ในส่วน Lobby เป็นต้น และสระว่ายน้ำ Lap Pool ที่เห็น City View Fitness จะมีจุดเด่นที่เรื่องวิวเพราะอยู่ชั้นบนสุดของอาคารทำให้เห็นวิวได้กว้าง , ในส่วนของที่จอดรถ มี 100% สำหรับคอนโดมิเนียมระดับราคา สองแสนอัพนี่ควรจะมีให้ตั้งนานแล้ว

Judgement
โครงการในเกรดระดับราคา SUPER LUXURY CLASS ขึ้นไป ทางเราจะงดเว้นการให้แนนเรื่องความคุ้มค่านะ เช่นเดียวกันกับโครงการอื่นๆในระดับราคาเดียวกัน
ทำเล – ใจกลางเมือง ศูนย์กลางธุรกิจ และโรงเรียนเอกชน แต่การเดินหาของทานแบบตลาดจะไม่มีระยะใกกล้ต้องไป บางรัก เจริญกรุง เป็นต้น
เดินทางด้วยรถ – สะดวกแต่ถนนสาทรช่วงนี้รถติดมหาศาลในช่วงเวลาเร่งด่วน ดีที่มีซอยทางลัดอยู่ข้างๆ
ไม่ใช้รถ – มีรถไฟฟ้าด้านหน้าของโครงการเลย
วัสดุ – สวย ถือว่าให้มาเหมาะสมกับราคา และยัง Fully Furnished
แบบ – ทำห้องออกมาได้ดี ชอบห้องน้ำห้องใหญ่
สาธารณูปโภค – จัดมาให้เยอะ และหรูหรามีจุดเด่นหลายที่
SUPER LUXURY CLASS
NOT JUDGED

รูปภาพเพิ่มเติม

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : thinkofliving.com